[FANFIC] Doraemon Nobita no Daimakyou - UNTITLED [SABER]

posted on 16 Nov 2014 15:26 by nighty in Fiction

Fandom: Doraemon: Shin Nobita no Daimakyou - Peko to 5-nin no Tankentai
Paring: No Parring / Main Saber (ซาเบล)
Rate:  G

 

Untitled

Series: Doraemon: Shin Nobita no Daimakyou - Peko to 5-nin no Tankentai

Paring: No Paring / Main Saber (ซาเบล)

Rate:  G

 

Untitled (ไม่มีชื่อ)

 

ความรู้สึกสุดท้ายที่เขาสัมผัสได้คือความพ่ายแพ้

 

แม้จะความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นนั้นมีส่วนมาจากปัจจัยที่ไม่คาดฝัน แต่ความพ่ายแพ้ก็คือความพ่ายแพ้ก็คือความพ่ายแพ้ มนุษย์จากโลกภายนอกนั้นมีฝีมือซ่อนเอาไว้มากกว่าที่เห็น น่าเสียดายที่ได้ประมือกันแค่ครั้งเดียว

 

ไม่สิ ไม่มีอะไรน่าเสียดาย

 

ถึงก่อนหน้านี้หวังว่าจะได้ประลองฝีมือกับเจ้าชายคินทัตอยู่บ้าง แต่ในเมื่ออยู่ในสถานะเช่นนี้ โอกาสคงเท่ากับศูนย์ ในตอนนี้เขาคือนักโทษกบฏผู้โดนจับกุม โทษที่กำลังรอเขาอยู่คงจะไม่พ้นความตาย

 

อดีตนายพลยิ้มเยาะเย้ยตนเองขณะนั่งอยู่ในห้องคุมขังใต้ดิน ชุดเกราะที่มีแต่เดิมนั้นถูกถอดออกเหลือเพียงเสื้อผ้าธรรมดา ที่คาดตาที่ขาดไปนั้นเขาก็ไม่ได้สนใจที่จะหาอะไรมาทดแทน

 

คุกใต้ดินที่มืดมิดมีเพียงแสงจากเปลวไฟที่คอยส่องสว่างทำให้ยากจะรู้ได้ว่าตอนนี้เป็นเวลาเท่าใด แต่หากสังเกตดูจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่นท่าทีของคนเฝ้ายาม อาหารของนักโทษที่นำมาให้ก็พอจะคำนวณเวลาได้ไม่ยากนัก

 

ในตอนนี้คงเป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว นักโทษส่วนใหญ่หลับไปหมดแล้ว มีเพียงแต่เขาคนเดียวที่ยังไม่หลับ แววตาเฉียบคมนั้นจ้องมองผ่านความมืด แม้ที่อยู่ตรงเบื้องหน้าห้องคุมขังจะเป็นกำแพงหินแต่เขาไม่ได้มองที่ตรงนั้น ที่เขาเพ่งมองเวลา แววตาที่แสดงออกมานั้นเป็นแววตาที่กำลังเฝ้ารออะไรบางอย่าง

 

และในตอนนั้นเองเสียงฝีเท้าก็ได้ดังขึ้น ก่อนที่จะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

 

ยิ่งเงียบงันเท่าไหร่เสียงฝีเท้าก็ยิ่งเด่นชัด เจ้าของฝีเท้านั้นกำลังเดินเข้ามายังทางห้องขังของเขา แต่แววตาของเขาก็ยังไม่เปลี่ยน มันยังคงจับจ้อง รอผู้ปรากฏกายมาเบื้องหน้า

 

ในที่สุด ร่างสีขาวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ร่างของผู้ที่เขารู้จักดีที่สุดในชีวิต

 

“มีธุระกับข้างั้นหรือ องค์ชาย ไม่สิ พระราชา”

 

คำกล่าวทักทายที่เหมือนเป็นการหยอกล้อ ถึงกระนั้นเจ้าของชื่อก็ไม่เปลี่ยนสีหน้ารวมถึงผู้พูดก็ไม่เปลี่ยนแววตาเช่นกัน

 

พระราชาคินทัต อดีตองค์ชายที่เขาเคยตามล่าสังหารในค่ำคืนที่ก่อการกบฏ เนื่องจากเคยฝึกซ้อมฝีมือกันมานานทำให้รู้ว่าเป็นคนที่มีฝีมือเก่งกาจ ถึงการประลองครั้งสุดท้าย เขาจะทำให้คินทัตตกหน้าผาไปได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นชัยชนะที่แท้จริง

 

เวลาผ่านไปซักพักแต่ก็ไม่มีบทสนทนาเกิดขึ้น เขาไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องพูดก่อน ส่วนอีกฝ่ายคงเงียบงัน เขาคิดว่าอีกฝ่ายอาจกำลังเก็บกลั้นความแค้นอยู่ก็เป็นได้ ถึงว่าเขาจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือสังหารพระราชาคนก่อนที่เป็นพระบิดาขององค์ชาย เป็นเพียงนายพลผู้นำทหาร แต่ในเมื่อเขาเป็นผู้ที่อยู่ในขบวนการก่อการกบฏก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วต่อความเกลียดชัง

 

สำหรับเขาผู้ที่เตรียมใจที่จะรับผลของการกระทำอยู่แล้วก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัว แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นความตายก็ตาม

 

“เซเบอร์”

 

ในที่สุดอีกฝ่ายก็พูดขึ้น แววตาของเซเบอร์หรี่ลงเล็กน้อยและเมื่อประโยคต่อมาได้ถูกเอ่ยขึ้นมา มันก็เปลี่ยนมาเบิกกว้างด้วยความแปลกใจ

 

“ข้าอยากให้เจ้าประลองดาบกับข้า”

 

เป็นเรื่องไร้สาระที่สุดที่เขาเคยได้ยินมาและน่าขบขันจนทำให้เขาหลุดเสียงหัวเราะ พระราชาอยากประลองดาบกับกบฏ นี่มันเรื่องตลกอะไรกัน

 

“ทำไมกันเล่าราชาถึงอยากประลองดาบกับข้า” เซเบอร์พูดแหย่ต่อ “หรือว่าท่าอยากจะเป็นคนสังหารข้าด้วยตนเอง”

 

คินทัตไม่มีปฏิกิริยาอะไรกับคำเย้าแหย่นั้นก่อนที่จะพูดต่อ

 

“หากเจ้าชนะข้า ข้าจะปล่อยให้เจ้าเป็นอิสระ”

 

แม้จะเป็นข้อเสนอที่ชวนให้ตาลุกวาวแต่เซเบอร์กลับไม่รู้สึกอะไร

 

“แต่หากข้าชนะ... เจ้าจะต้องทำทุกอย่างที่ข้าพูด”

 

เมื่อนั้นเซเบอร์ก็รู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วร่างกาย ความรู้สึกตื่นเต้นไหลพล่านไปทั่วร่างกาย แววตาของพระราชาที่มองมาเป็นสายตาของคนที่เอาจริง

 

เขาไม่สนใจหรอกเรื่องความอิสระที่ได้รับหลังชัยชนะอะไรนั่น แต่การได้ประมือกับคู่ปรับอีกครั้งถือว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง ไม่ต้องเสียเวลาคิดหรือไตร่ตรองอะไรมากมาย เขารับข้อเสนอโดยทันที ก่อนที่จะถูกใส่กุญแจและพาตัวออกข้างนอกโดยมีทหารคอยเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

 

สถานที่การประลองคือชั้นที่ว่างเปล่าของคุกใต้ดิน ไม่มีนักโทษคนไหนอยู่ที่ชั้นนี้ โคมไฟถูกจุดไว้เรียบร้อย ราวกับมันถูกเตรียมให้เป็นสนามประลองในยามค่ำคืนโดยเฉพาะ สายตาเขามองเห็นองค์รักษ์ร่างใหญ่ยืนเฝ้าอยู่ตรงทางออก ที่จริงเขาไม่ได้อยากจะที่จะประลองในที่คับแคบเช่นนี้หรอก แต่ก็เข้าใจว่าก็เพื่อความปลอดภัย

 

ดาบที่ยื่นมาให้ใช้ในการต่อสู้เป็นดาบสำหรับการฝึกซ้อม มันทำมากจากโลหะที่ถึงแม้ไม่สามารถใช้ปลิดชีพใครได้แต่ก็เจ็บปวดไม่น้อยหากโดนเข้าไปเต็มแรง

 

ดาบซ้อมที่เขาไม่ได้จับมานานแล้วให้ความรู้สึกถนัดมือกว่าที่คิด เขาลองกวัดแกว่งมันเล็กน้อยก่อนจะยิ้มอย่างพึงพอใจ ถ้าเป็นนักโทษคนอื่นคงคิดถึงเรื่องการหาแผนหลบหนีออกจากที่นี่ ปลิดชีพราชา ตุกติกกับองครักษ์เป็นอิสระจากการกักขังและใช้ชีวิตในดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก แต่เขาไม่ได้มองไกลขนาดนั้น เขามองเพียงแค่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะสามารถสงบเลือดที่เดือดดาลนี้ลงได้ จะทำอย่างไรถึงจะทำให้ความกระหายการต่อสู้นี้เบาบางลง

 

 

ณ ทางเดินแคบที่มีเพียงความสว่างจากคบเพลิง อยู่ดีๆ เขาก็สงสัยขึ้นมาว่าตอนนี้จันทร์จะเป็นเช่นไร

 

ทั้งสองฝ่ายยืนหันหน้าเข้าหากัน ตั้งท่าดาบ สายตามองตรง ราชาคินทัตจับดาบด้วยสองมือมั่น ส่วนเซเบอร์จับดาบด้วยมือข้างเดียวเพื่อความคล่องตัว ไม่มีผู้ให้สัญญาณใดๆ ทั้งคู่จับจ้องกันในความเงียบสงัดที่ได้ยินเด่นชัดแม้กระทั่งเสียงเผาไหม้ของคบเพลิง

 

เซเบอร์เป็นผู้ที่ทะยานตัวออกออกไปก่อน เขาตวัดดาบเฉียงเมื่อเข้าชิดตัวคินทัต แต่อีกฝ่ายกระโจนถอยหลบไปด้านหลัง ทำให้เป็นโอกาสให้เขาสืบเท้าเข้ารุกคืบโจมตีต่อ พลังโจมตีของเซเบอร์นั้นหนักหน่วงและไม่เคยอ่อนข้อ ด้วยพละกำลังที่มากกว่าทำให้เขาเป็นฝ่ายกดดัน แต่ถึงกระนั้นคินทัตก็ยังรับดาบของเซเบอร์ให้ทุกกระบวนท่า ถึงตอนนี้จะยังไม่ทีช่องว่างให้โจมตีกลับ แต่คินทัตก็ยังเป็นฝ่ายที่ตั้งรับได้อย่างมั่นคง

 

ระหว่างนั้นคินทัตปัดดาบของเซเบอร์ได้หนึ่งครั้งและใช้เป็นโอกาสที่โจมตีสวน แต่เซเบอร์ก็รับการโจมตีนั้นได้อย่างง่ายดาย ด้วยทางแคบๆ เช่นนี้ทำให้รูปแบบของการโจมตีไม่สามารถพลิกแพลงได้มากเท่าใดนัก

 

 

แน่นอนว่าคินทัตนั้นไม่สามารถเอาชนะเซเบอร์ได้ด้วยแรงเพียงอย่างเดียวอีกฝ่ายนั้นมีร่างกายที่ใหญ่โตกว่าและพละกำลังที่มากกว่า แต่ในการต่อสู้ผู้ที่มีพลังมากกว่าไม่ได้หมายความว่าจะชนะเสมอไป

เซเบอร์แกว่างดาบปัดการโจมตีทำให้คินทัตต้องกระโดดไปด้านหลังเพื่อสร้างระยะห่าง เมื่อนั้นเองเซเบอร์จึงใช้โอกาสนี้สืบเท้าทะยานตัวเข้าไปโจมตีคินทัตที่กำลังจะลุกขึ้น

 

การต่อสู้คงจะจบลงแล้วถ้าไม่ใช่ว่าคินทัตรอคอยจังหวะนี้อยู่ เขารู้ว่าเซเบอร์จะต้องพุ่งทะยานเข้ามา สัญชาติญาณของสุนัขป่าที่อยู่ในตัวของเซเบอร์นั้นจะกระโจนเข้างับเหยื่อทุกครั้งที่มีโอกาส คินทัตที่ทำท่าเหมือนจะลุก แท้ที่จริงแล้วเขากำลังย่อตัวเพื่อเพิ่มแรงดีดตัวให้กับตัวเอง คินทัตตัดสินใจกระโดดเมื่อเซเบอร์เงื้อดาบฟันเข้ามา พื้นที่ว่างด้านบนนั้นกว้างพอที่จะให้คินทัตกระโดดข้ามหัวของเซเบอร์ไป กว่าจะรู้สึกตัวว่าพลาดเขาก็รีบหมุนตัวกลับหลังแต่ไม่ทันแล้วเมื่อเขาพบว่าปลายดาบของอีกฝ่าย จ่อมาที่หน้าของเขาแล้ว

 

การต่อสู้รู้ผลแล้ว

 

 

ทั้งสองยืนมองหน้ากันหายใจเหนื่อยหอบ เซเบอร์แสดงสีหน้าที่ไม่สบอารมณ์เล็กน้อยก่อนที่จะลดดาบลงแล้วยื่นด้ามดาบให้ ทหารที่อยู่แถวนั้นเหมือนจะรู้หน้าที่จึงเดินเข้ามารับตามนิสัยที่เคยทำเป็นประจำในสมัยก่อน เมื่อคินทัตเห็นเช่นนั้นก็ลดดาบลงบ้างแต่สายตายังไม่ละไปจากเซเบอร์

 

 

"เอาล่ะแล้ว ทีนี้ท่านอยากให้ข้าทำอะไรล่ะพระราชา"

 

เซเบอร์ถามอย่างไม่อ้อมค้อม แม้จะพูดจบก็ไม่ละสายตาจากคินทัต สายตาของราชาที่เต็มไปด้วยความจริงจังและไม่มีแฝงความลังเลอีกต่อไปแล้ว

 

 

"อดีตหัวหน้าพลทหารเซเบอร์... นักโทษกบฏ" ในที่สุดคินทัตก็พูดขึ้น

 

"ข้าอยากให้เจ้ากลับรับใช้ประเทศอีกครั้ง"

 

"ข้าขอปฏิเสธ" เซเบอร์กล่าวโดยทันทีราวกับรู้อยู่แล้วว่าคินทัตต้องการจะพูดอะไร

 

"เจ้าจะบ้าหรือเปล่าข้าน่ะเป็นกบฏนะ ไม่รู้สึกโกรธแค้นอะไรเลยหรือไง"

 

"จริงอยู่ว่าเรื่องที่พวกเจ้าทำลงไป ทำให้ข้ารู้สึกโกรธแค้นยิ่งนัก เพียงแต่ว่าความโกรธแค้นนั้นคงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น

 

"ในตอนนี้เมืองของเราได้สูญเสียไปมาก ถึงแม้ว่าข้าจะครองราชย์แล้วก็ใช่ว่าจะสามารถฟื้นฟูทุกอย่างให้กลับมารุ่งเรืองได้ทันที ความร้าวฉานที่เกิดขึ้น ความทุกข์ยากของราษฎร เพื่อที่จะขจัดปัญหาทั้งหมดนี้ข้าจึงจำเป็นต้องมีพรรคพวกที่เข้มแข็ง"

 

คินทัตกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบแต่หนักแน่นและก้องกังวาน

 

"และนั่นทำให้ข้าต้องการพลังของเจ้า"

 

"ไม่กลัวข้าที่จะคิดหักหลังท่านหรือไง" เซเบอร์ถามกลับ

 

"เจ้าน่ะ ต้องการเพียงแค่คู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งไม่ใช่หรือ เพราะต้องการความแข็งแกร่งจึงเข้าหาความแข็งแกร่งโดยที่ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร"

 

"หึ พระราชาเอ๋ย เจ้าไม่ได้เรียนรู้เลยใช่ไหมว่าการเรียกร้องขอความช่วยเหลือผู้อื่นน่ะ มันแสดงถึงความอ่อนแอ"

 

"ไม่ใช่หรอกเซเบอร์ มันหมายถึงความเชื่อใจต่างหากล่ะ"

 

เซเบอร์มองลึกเข้าในแววตาของคินทัตอีกครั้ง เพียงแต่ในตอนนี้สิ่งที่เขามองเห็นมีเพียงใบหน้าของตัวเขาเอง

 

"ยังไงข้าก็ขอปฏิเสธ”

 

เซเบอร์ยังคงยืนกรานและเดินผ่านคินทัตไป เหล่าทหารเข้ามาหาตัวเขาพร้อมกุญแจมือ เซเบอร์จึงยื่นมือเพื่อสวมกุญแจมือ ตัวเขาเองก็มีศักดิ์ศรี หากการกระทำที่ผ่านมาของเขามันคือบาป ถ้าการต้องใช้เวลาอยู่ในคุกคือผลตอบแทนของการกระทำ เขาก็ไม่อยากให้คนอื่นมาถอดถอนบาปนี้ของเขา

 

คินทัตได้แต่ถอนหายใจ ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเสียดาย

 

"น่าเสียดาย เพราะได้ยินมาว่าอาณาจักรเซโระเซโระกำลังเดินทัพมายังที่นี่ พวกนั้นได้ข่าวว่าอาณาจักรของเรากำลังระส่ำระสายจึงหวังที่จะใช้โอกาสนี้โจมตีพวกเรา"

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้นหูของเซเบอร์ก็กระดิกก่อนที่จะเอ่ยคำถาม

 

"อาณาจักรเซโระเซโระที่เคยส่งคนมาประลองกับเรางั้นหรือ"

 

คินทัตไม่ตอบอะไรเป็นสัญญาณที่แสดงว่าไม่ปฏิเสธ เมื่อเป็นเช่นนั้นความเดือดดาลที่ได้จางหายไปแล้วก็กำลังกลับมาอีกครั้ง

 

"ถึงทางนั้นจะด้อยกว่าเราทุกด้าน แต่ในตอนนี้อาณาจักรของเรากำลังอยู่ในความอ่อนไหว ดังนั้นข้าจึงอยากที่จะจัดการเรื่องนี้--"

 

"ถ้าข้าตกลงล่ะ" เสียงของเซเบอร์ดังขัดขึ้นมา

 

"ถ้าข้าตกลง ข้าจะได้สู้หรือไม่"

 

"เจ้าก็น่าจะรู้คำตอบดีอยู่"

 

เซเบอร์หันกลับมายิ้ม "ไม่กลัวข้าจะหักหลังอีกหรือไง"

"ข้าว่าข้าตอบไปแล้วนะ" คินทัตยังคงตอบคำถามโดยที่ไม่หันกลับมามองเซเบอร์

 

เซเบอร์พ่นลมหายใจก่อนที่จะเดินออกไป ทำให้ทหารเฝ้ายามต้องเดินตามเขาไป  เมื่อเซเบอร์กับทหารเดินลับหายตาไป องค์รักษ์จึงเดินมาทางคินทัตพร้อมกับคำถาม

 

"พระราชา หมอนั่นจะยอมร่วมมือหรือขอรับ"

 

"ไม่มีทางที่จะปฏิเสธหรอก" คินทัตตอบด้วยรอยยิ้ม

 

"เพราะนอกจากตัวเองแล้ว สิ่งที่หมอนั่นเชื่อฟังก็มีแค่ความแข็งแกร่งเท่านั้นล่ะ"

 

องค์รักษ์ทำท่าไม่เข้าใจ แต่คินทัตก็ไม่อธิบายเพิ่มเติม

 

 

เซเบอร์ที่ถูกพาตัวมาคุมขังไว้ที่เดิมกำลังอยู่ในห้วงความคิด

 

แม้ว่าคินทัตจะยื่นข้อเสนออันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เขาหนีออกจากคุกได้ แต่สิ่งเขาคิดขณะนี้กลับเป็นเรื่องของศัตรูที่เขากำลังจะไปรบด้วย

 

ความรู้สึกนี้มันเดือดพล่านไปทั่วตัว จนเขาอดที่จะค่อนขอดกับตัวเองไม่ได้ว่าทั้งที่คิดว่าการต่อสู้เมื่อครู่จะสามารถสงบความเดือดดาลในร่างกายได้แต่ในตอนนี้มันกลับพลุ้งพล่านกว่าเดิมเสียอีก

 

เมื่อรู้สึกเช่นนั้นเซเบอร์ก็ได้แต่นึกชมคินทัตในใจ เจ้านั่นมันรู้ดีว่าเขาเป็นอย่างไรและรู้ว่าต้องทำอย่างไรเขาถึงจะยอมตกลง

 

แม้ว่าการประลองกับคินทัตจะจบลงที่เขาเป็นฝ่ายแพ้ แต่นั่นก็ทำให้เลือดนักรบของเขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งความยินดีที่ได้ปะทะกับผู้ที่เก่งกาจ สัมผัสของดาบที่อยู่ในมือ ทั้งเสียงของเหล็กที่ปะทะกัน รวมถึงกลิ่นของสนามรบที่คุ้นเคย

 

เซเบอร์นั่งพิงกำแพง หลับตานิ่งแล้วจินตนาการ

 

อยู่ดีๆ เขาก็พบคำตอบของคำถามที่เขาสงสัยอย่างไม่มีสาเหตุได้ว่าคืนนี่พระจันทร์จะเป็นอย่างไร

 

เขาคิดว่าคืนนี้คงเป็นจันทร์เต็มดวง

Comment

Comment:

Tweet