นี่แหละ... คือภาพยนตร์ญี่ปุ่น
posted on 08 Jan 2009 19:30 by nighty in Filmsภาพยนตร์ญี่ปุ่นอาจจะเป็นสิ่งหนึ่งที่หลายคนปฎิเสธ ด้วยความคิดเห็นที่ว่าน่าเบื่อเกินไป ไม่สนุกเลย และอื่น ๆ อีกมากมาย
ยังมีอีกหลายคนที่แสดงความคิดเห็นว่าทำไมหนังญี่ปุ่นถึงเป็นแบบนี้ทั้งที่การ์ตูนญี่ปุ่นหรือละครญี่ปุ่นต่างก็สนุกและน่าสนใจขนาดนั้น
คำตอบก็คงจะเป็นเพราะภาพยนตร์ญี่ปุ่นก็คือภาพยนตร์ญี่ปุ่น
ถึงแม้จะเปลี่ยนจากซีรี่ยส์เป็นภาพยนตร์หรือเปลี่ยนจากภาพยนตร์เป็นซีรี่ยส์ ภาพยนตร์ญี่ปุ่นก็ยังเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่น
ถ้าให้พูดเปรียบเหมือนกับคนแล้ว ภาพยนตร์ญี่ปุ่นคือคนที่ดื้อด้านไม่ยอมเปลี่ยนตัวเองตามกระแสหลัก ทำอะไรไม่ค่อยสนใจคนอื่น แต่สุดท้ายก็สามารถทำให้ทุกคนยอมรับในตัวตนของตัวเองได้
กล่าวง่าย ๆ คือ ภาพยนตร์ญี่ปุ่นนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนหนังเกาหลี หนังฮอลีวู้ด หรือหนังไทยใด ๆ ทั้งสิ้น (จะกลับกันที่ว่าหนังเหล่านั้นนั่นแหละที่ยืมเอกลักษณ์ของหนังญี่ปุ่นไป)
เนื่องด้วยผู้เขียนไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับภาพยนตร์ญี่ปุ่นในสมัยก่อน ปี 90 เท่าใดนัก จึงไม่สามารถบอกได้ว่าภาพยนตร์ญี่ปุ่นสมัยก่อนมีความแตกต่างจากปัจจุปันนี้ เพียงใด ตัวอย่างและเนื้อหาที่จะพูดถึงจึงมีแต่ภาพยนตร์ญี่ปุ่นในยุคปัจจุปันเท่า นั้น
เนื้อหาต่อไปนี้ไม่ต้องการที่จะบอกว่าหนังญี่ปุ่นนั้นดีเลิศเหนือใด ๆ แต่อาจจะเป็นการระบายอย่างหนึ่งว่าทำไมตัวผู้เขียนนั้นถึงติดภาพยนตร์ ญี่ปุ่นงอมแงมเหลือเกิน
เพราะใช่ว่าหนังญี่ปุ่นทุกเรื่องจะเป็นแบบตามที่ผู้เขียนพูดถึงข้างล่าง และใช่ว่าหนังญี่ปุ่นทุกเรื่องจะเป็นหนังที่ดีมีคุณภาพเช่นกัน
หยุดนิ่งแต่สั่นไหว
มุมกล้องของภาพยนตร์ญี่ปุ่นถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ ในขณะที่ซีรี่ยส์ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องถ่ายในสตูดิโอที่จัดฉาก มุมกล้องจึงมีจำกัดและใช้รางเลื่อนเข้ามาช่วยจนทำให้บางครั้งผู้ชมรู้สึกว่า บางสิ่งดูเป็นระเบียบเกินไป แต่ในทางกลับกันภาพยนตร์ญี่ปุ่นหลายต่อหลายเรื่องใช้มุมกล้องเดียวเล่า เหตุการณ์ในฉาก ๆ หนึ่งแล้วปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นราวกับว่าไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง กลับกันในหลายฉากที่เปิดกว้างมุมกล้องของภาพยนตร์ญี่ปุ่นจะพริ้วไปมาเหมือน กับมีคนถือกล้องแล้ววิ่งตามหรือบางครั้งแม้แต่ฉากที่คนสองคนยืนคุยกันก็ยัง ไม่ใช้แม้แต่ขาตั้งกล้อง หากแต่ว่ามันไม่เหมือนกับหนังฝรั่งที่ชอบใช้กล้องถือในมือแล้ววิ่งตามทำให้ เกิดภาพสั่นไหวชวนปวดหัว กลับกันภาพยนตร์ญี่ปุ่นใช้ประโยชน์ของการสั่นไหวนี้เพื่อที่จสื่อถึงความ เป็นจริง
เนียนจนไม่รู้สึกตัวนักแสดงคือองค์ประกอบหลักที่สำคัญในภาพยนตร์และซีรี่ยส์ญี่ปุ่น การแสดงในซีรี่ยส์และภาพยนตร์จะแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ซีรี่ยส์การแสดงจะเน้นชัดถ้อยชัดคำ ทุกอย่างจะต้องรู้สึกได้ โอเค ดาราคนนั้น"แสดง"ดีจังเลย
แต่เชื่อไหมว่า ในภาพยนตร์ญี่ปุ่น คุณอาจจะไม่รู้ตัวหรอกว่านักแสดงคนนั้นแสดงอยู่
หลักส่วนใหญ่แล้ว การแสดงแบบญี่ปุ่นจะมีอยู่สองแบบ แบบแรกคือแสดงแบบโอเวอร์เหมือนหลุดมาจากการ์ตูน แบบที่สองคือเนียนนิ่งไม่พริ่วไหว
ถ้าเป็นในซีรี่ยส์หรือในภาพยนตร์ตลกเฮฮาการแสดงแบบโอเวอร์เป็นสิ่งที่ เห็นได้บ่อย การแสดงแบบนี้จะทำให้ผู้ชมรู้สึกสนุกได้ง่าย แต่ก็ทำให้ผู้ชมบางคนรู้สึกว่ามันค่อนข้างเสแสร้งได้เช่นกัน
ถ้าเป็นภาพยนตร์แนวดราม่าหรือแนวจริงจังแล้วล่ะก็ไม่แปลกเลยที่เราจะได้เห็น เนียนเทพ
บางครั้งก็เนียนเกินไปจนทำให้ผู้ชมรู้สึกเบื่อเช่นกัน
อาจจะเพราะการแสดงในภาพยนตร์ญี่ปุ่นั้นแสดงออกมาทุกส่วนของร่างกาย แววตา การเคลื่อนไหว ผนวกกับการเล่าเรื่องแบบ"ไม่ต้องพูดอะไรก็ได้" ทำให้ยิ่งทวีความน่าเบื่อสำหรับผู้ชมหลายคน แต่กลับกันเมื่อทุกสิ่งผสมกันแล้วความสมจริงจะเกิดขึ้นอย่างที่สุด
ยกตัวอย่างนักแสดงหนุ่ม อาซาโน่ ทาดาโนบุ หน้าตาย ๆ เจี๋ยมเจี้ยมของเขาทำให้คนคิดว่าเขาก็เล่นแบบเดิม ๆ แต่หาเมื่อลองนำหนังสามเรื่องมาเทียบกัน Last Life in the Universe, Invisible Waves และ Portrait of the wind แล้ว จะเห็นได้ชัดว่าถึงแม้ตัวละครสามตัวที่เค้าเล่นจะมีบุคลิคที่คล้ายกันแต่ทุก ตัวละครก็เป็นคนละคนกัน
ดังนั้นเราจึงไม่ค่อยเห็นการแสดงแบบ ชาคริตเล่นเป็นชาคริต ออปอเล่นเป็นออปอ ในตัวนักแสดงญี่ปุ่นเท่าไหร่
แต่ก็ใช่ว่าการแสดงแบบโอเวอร์นั้นจะไม่ต้องใช้ฝีมือ นักแสดงบางคนก็สามารถเนียนแสดงโอเวอร์ได้เช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นเลเยอร์สองชั้นเลยทีเดียว
ไม่แคร์สื่อ ไม่แคร์คนดูในขณะที่ซีรี่ยส์ญี่ปุ่นเต็มไปด้วยเนื้อเรื่องจรรโลงใจดูแล้วมีความหวัง ในการใช้ชีวิต ชีวิตอันยากลำบากแต่อย่างน้อยก็มีความสวยงามในชีวิตอยู่บ้าง แต่ภาพยนตร์ญี่ปุ่นไม่เคยปลอบเราอย่างนั้น หลายต่อหลายครั้งภาพยนตร์ญี่ปุ่นโยนความลำบากและปัญหาให้ตัวละครในเรื่อง แล้วก็เดินจากไปราวกับบอกว่า "จัดการเอาเองนะ" ในขณะตัวละครก็ต้องดิ้นรนหาทางจัดการปัญหาในเรื่องให้สำเร็จจนบางครั้งไม่มี ตัวช่วยพิเศษแบบหนังฮอลีวู้ดทั่ว ๆ ไป
ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดระหว่าง 1 litre of tear ฉบับซีรี่ยส์และฉบับภาพยนตร์
นางเอกของเรื่องป่วยเ้ป็นโรคที่มีความผิดปกติในการควบคุมร่างกาย จนทำให้เธอเริ่มพิการ ในขณะที่ซีรี่ยส์มีแต่คนที่เธอรักให้กำลังใจเธอ แต่ในภาพยนตร์ชีวิตของอายะไม่ได้มีความสุขอิ่มเอมขนาดนั้น
ฉากในซีรี่ยส์
อายะค่อย ๆ เดินมาจนถึงห้องเรียน ปรากฏว่าเธอมาสายทำให้คุณครูติเตียนเรื่องเวลา อายะรู้สึกเสียใจ
ฉากในภาพยนตร์
อายะจะคืนหนังสือที่ห้องสมุด เธอทุลักทุเลค่อย ๆ เดินมาที่ห้องสมุด (กล้องถ่ายให้เห็นว่าเธอทุลักทุเลจริง ๆ) ปรากฏว่าเธอมาช้า ห้องสมุดปิดทำการแล้ว อายะไม่เจอบรรณารักษ์จึงเรียกหา เธอบอกว่าเอาหนังสือมาคืนแจ่บรรณารักษ์ปฏิเสธ บอกว่าปิดทำการแล้วให้มาวันพรุ่งนี้ อายะพยายามขอร้องแต่บรรณารักษ์ก็ติเตียนเธอเรื่องเวลา (หมายความว่าพรุ่งนี้เธอต้องเดินอย่างทุลักทุเลมาใหม่)
อายะรู้สึกเสียใจ
แต่ถ้าถามว่าความเสียใจของอายะทั้งสองคนเท่ากันไหม คำตอบก็คงจะเป็น ไม่
ในขณะที่คนดูหวังที่จะให้ตัวละครพบอุปสรรคแล้วคลี่คลายได้ด้วยดี หลายครั้งปัญหามันไม่ได้ถูกแก้ไข หลายครั้งที่ตัวละครต้องจมกับความทุกข์ต่อไปอย่างไร้ทางออก นั่นก็เป็นเพราะชีวิตที่แท้จริงถึงแม้ว่าจะไม่เจออุปสรรคทุกห้านาทีแบบละคร น้ำเน่า แต่หลายครั้งตัวเราต่างหากที่ต้องตะเกียกตะกายออกมาจากปัญหาด้วยตัวของตัว เอง เราจึงเห็นตัวละครในภาพยนตร์ญี่ปุ่นหลายเรื่องดำเนินชีวิตอย่างยากลำบาก บางครั้งตัวละครหลายคนก็ตัดสินใจผิดพลาดและไม่ได้โอกาสใหม่เหมือนเรื่องของ คนอื่นทั่วไป
ความตายไม่สำคัญ
- ชอบบอกตั้งแต่แรกว่าใครตายในขณะที่หนังส่วนใหญ่มักจะเก็บความตายของตัวละคร หลักไว้เรียกน้ำตาคนดู แต่หนังญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่เคยใช้สิ่งนี้เรียกน้ำตา พวกเขามักจะพูดแต่แรกว่าใครตายหรือบอกใบ้อย่างเห็นได้ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต่อไป
- ถึงแม้การตายของตัวละครจะถูกเก็บไว้เเป็นความลับจนถึงตอนไคลแมกซ์ แต่ฉากตอนตายจะมีแค่ 30 วินาที หลายครั้งไม่มีเวลาให้แม้แต่ตัวละครได้พูดเพ้อปรับความเข้าใจกัน กลับกัน ฉากงานศพมันจะเป็นฉากที่เห็นได้บ่อยกว่า
- ในขณะที่หนังหลายชาติชอบโฟกัสเน้นที่ความเศร้าของการตายของคน ๆ หนึ่ง แต่น้อยนักที่หนังญี่ปุ่นจะมีฉากอำลาอาลัยคนใกล้ตายยืดเป็นสิบนาที
- บางทีความตายอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นแล้วก็เป็นได้ และสิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือการมีชีวิตต่อไปมากกว่า
ตอนจบเพิ่มคุณค่า
บางครั้งหนังญี่ปุ่นก็เหมือนเรื่องสั้น เมื่อเราอ่านมาถึงตอนจบแล้วถึงจะเข้าใจว่าเนื้อหาต้องการสื่อถึงอะไร
หนังญี่ปุ่นชอบจบแบบไม่เหมือนชาวบ้านเขา ถึงจะจบเหมือนกันแต่ก็มีเหตุการณ์ไม่เหมือนชาวบ้านเขา ไม่ตามใจคนดู เน้นว่าอะไรสมควรและเหมาะสมที่สุด หลายครั้งมันอาจจะไม่ใช่ตอนจบที่น่าพอใจแต่เราก็เรียกได้ว่ามันเป็นตอนจบที่ ควรจะเป็น
อีกอย่างหนึ่งคือหนังญี่ปุ่นชอบจบแบบเปิด ตั้งแต่เปิดน้อยจนถึงเปิดโครต ๆ หนังญี่ปุ่นหลายเรื่องไม่ได้อธิบายทุกอย่างให้เราได้รู้ ไม่ได้แสดงถึงภาพความสุขอันสวยงามหลังจากทุกอย่างจบลงด้วยดี อาจจะเป็นเพราะพวกเขารู้ว่าภาพความสุขที่เห็นเปรียบเสมือภาพลวงตาจนบางครั้ง เชื่อถือไม่ได้ สิ่งที่ควรจะสุขที่แท้จริงหาใช่ทางร่างกายแต่เปรียบเสมือทางจิตวิญญาน ภาพยนตร์ญี่ปุ่นจึงชอบนักหนาที่จบแบบเหมือนตัดจบ แต่ในทางกลับกันการตัดจบที่ว่านั่นอาจจะเป็นตอนจบที่ดีที่สุด หนังรักหลายเรื่องจะไม่จบแบบวิ่งไปกอดกันแล้วกล้องค่อย ๆ ซูมออกไป แต่จะจบตรงที่แค่พวกเขาเจอกันอีกครั้ง อาจจะจบแค่ทั้งคู่ยิ้มให้กัน หรือจบแค่พวกเขาเดินไปและหัวเราะกัน หลายต่อหลายฉากจบอาจไม่ใช่ตอนจบแบบสมหวัง แต่มันคือตอนจบที่มีความหวัง
หลายครั้งผู้ชมรู้ได้ด้วยตัวเองว่าแม้ว่าต่อไปพวกเขาจะพบเจออะไร พวกเขาน่าจะผ่านพ้นไปได้
แต่อย่าเพิ่งหลงเชื่อว่าหนังญี่ปุ่นล้วนแต่จบอย่างสวยงามและมีความหวัง บางครั้งหนังญี่ปุ่นหลายเรื่องจบลงอย่างแสนเศร้าและหดหู่ บางครั้งความเศร้านั้นช่างซึมลึกจนเราพูดออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก ซึ่งนี้ก็แล้วแต่ทางผู้กำกับว่าจะเห็นใจคนดูมากแค่ไหน ถ้าโชคดีผู้กำกับก็มักจะเปิดทางสว่างให้ผู้ชมคิดแง่บวกและช่วยเหลือตัวละคร เหล่านั้นให้หลุดพ้นทางด้านจิตวิญญาน แต่ถ้าผู้กำกับใจร้ายแล้วล่ะก็คุณคงจะรู้ว่าความเศร้ามันไม่ได้แสดงออกมาได้ทางหยดน้ำตาเท่านั้น
edit @ 13 Jan 2009 09:44:05 by nighty









พยายามมองภาพรวมของ sterotype (ภาพตายตัว) ของภาพยนตร์แบบญี่ปุ่นได้ดี
เอาไปทำหัวข้อทีสิทได้นะเนี่ย
#1 By Media Eater on 2009-01-08 19:35