ผู้หญิง(มีอายุ)ในหนังมีหลายแบบ แล้วคุณเป็นแบบไหน? - ครึ่งจบ
posted on 08 May 2008 10:30 by nighty in Filmsอ่านครึ่งแรกได้ที่นี่ครับ
ผู้หญิง(มีอายุ)ในหนังมีหลายแบบ แล้วคุณเป็นแบบไหน?- ครึ่งแรก
--->
ผู้หญิงที่เป็นแม่ที่ไม่ดี
ในสังคมไทยเรามักจะต่อว่าผู้หญิงที่ทิ้งลูกมากกว่าผู้ชายที่ทิ้งลูก เป็นเพราะการที่ผู้หญิงต้องเลี้ยงดูลูกนั้นเป็นสิ่งที่สังคมได้กำหนดมานาน แต่ก็ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะเป็นแม่ที่ดีได้
คำว่าแม่ที่ไม่ดี ใช่ว่าจะหมายถึงการที่ ทอดทิ้ง ปล่อยปละละเลย หรือ ไม่เอาใจใส่ อยู่อย่างเดียว แต่อาจหมายถึงการให้ความรักมากเกินไปจนกลายเป็นการกักขังและทำร้ายเด็ก
ตัวอย่างของคุณแม่ที่ละเลยและทิ้งลูกมีให้เห็นได้ในภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง Nobody Knows ที่สร้างมาจากเรื่องจริงที่แม่แท้ ๆ ทิ้งลูกยังเล็กทั้งสี่คนให้อยู่กันเพียงตามลำพัง
คุณเปรมภัทร ผลิตผลการพิมพ์ เคยได้พูดถึงผู้หญิงลักษณะเช่นนี้ไว้ว่า เป็นสตรีที่ยังไม่มีความพร้อมที่จะมีลูก อาจจะเร็วเกินไป และยังต้องการที่จะแสวงหาความสุขให้กับตัวเองมากกว่า จึงทำให้ไม่สนใจและทอดทิ้งลูกได้อย่างง่ายดาย
คุณผู้หญิงอาจจะไม่โหดร้ายขนาดคุณแม่แบบใน เรื่องนี้ แต่การที่บางครั้งผู้ที่เป็นแม่ห่วงที่จะหาความสุขใส่ตัวเองและกีดกันความ สุขออกจากลูกก็นับเป็นสิ่งที่ไม่สมควรและมีผลกระทบต่อเด็กได้อย่างง่ายดาย
ในภาพยนตร์เรื่อง Nobody Knows ลูกชายคนโตอายุ 14 จะถามว่าทำไมตนเองถึงไปโรงเรียนไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าผู้เป็นแม่สามารถที่จะหาความสุขของตนได้อย่างอิสระแต่ในขณะเดียวกันพวกเขาต้องถูกจองจำอยู่ในบ้าน นั่นทำให้เขาไม่เข้าใจ และหลังจากนั้นเขาก็เริ่มพฤติกรรมที่จะแสวงหาความสุขใส่ตัวโดยไม่สนใจคนอื่นเช่นเดียวกับแม่ของเขา โดยการที่ทิ้งน้อง ๆ ที่ยังเด็กไว้ตามลำพังและไปออกไปเที่ยวเล่น และนั่นเป็นเหตุที่ทำให้น้องคนเล็กสุดเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต
นั่นเป็นแบบอย่างของการที่เด็กเลียนแบบผู้ใหญ่ และเลียนแบบจากคนที่ใกล้ตัวที่สุดคือแม่ของเขานั่นเอง
Nobody knows
ส่วนแบบที่สอง คุณแม่ที่รักลูกมากเกินไปจนเป็นการทำร้ายลูก การกระทำเช่นนี้เราคงจะเห็นได้บ่อย ๆ จากการที่พ่อแม่มักเข้าข้างหรือตามใจลูกมากเกินไป เป็นแบบอย่างของสำนวนไทยที่ว่า "พ่อแม่รังแกฉัน" ซึ่งการตามใจเด็กมากเกินไปก็จะทำให้เด็กเสียคนได้ แต่ในขณะเดียวกัน เด็กก็สามารถที่จะมีพฤติกรรมต่อต้านได้ จนอาจก่อให้เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ภาพยนตร์เรื่อง The Virgin Suicide พูดถึงครอบครัวที่มีลูกสาวแสนงามถึง 5 คน ดูเหมือนพวกเธอจะมีชีวิตที่มีความสุข แต่แล้วเพราะเหตุใดที่ทำให้พวกเธอทุกคนฆ่าตัวตาย
The Virgin Suicide เป็นตัวอย่างที่ดีของแม่ที่รักลูกมากเกินไป จนกลายเป็นการเข้มงวดรัดกุมทุก ๆ อย่างเพราะกลัวว่าลูกของตนจะพบกับสิ่งที่ไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกสาวที่เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจ พวกเธอทั้งหมดต้องกลับบ้านก่อนเย็น ไปเที่ยวที่ไหนไม่ได้
การที่เข้มงวดโดยไม่ผ่อนผันหรืออธิบายให้ฟังนั้นไม่เกิดผลดีใด ๆ ต่อตัวเด็ก ซ้ำยังให้พวกเธอเกิดอาการ "ต่อต้าน" เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นแทนที่แม่จะให้อภัยและอธิบายให้แก่ลูก แต่กลับกลายเป็นเข้มงวดต่อลูกมากเช่นเดิม
ในภาพยนตร์ เมื่อไปถึงกลางเรื่องเด็กสาวทั้งสี่ ได้รับอนุญาตให้ไปงานจบการศึกษาได้ พี่สาวคนโตแหกกฎทุกข้อ ดื่มเหล้าพีช กอดจูบกับชายหนุ่ม จนถึงเสียความบริสุทธิ์กลางทุ่งหญ้า เธอกลับถึงบ้านตอนเช้ามืด สิ่งที่เกิดขึ้นคือเสียงดุด่าของแม่ และหลังจากนั้น แม่ก็ให้พวกเธอออกจากโรงเรียนแล้วขังพวกเธออยู่แต่ในบ้าน (และหลังจากนั้นไม่นานคนโตก็ใจแตกแบบกู่ไม่กลับ)
หลาย ๆ ครอบครัวคงจะรู้ว่า แม่ หรือ ผู้หญิงในบ้านจะเป็นคนที่ห่วงกังวลเกี่ยวกับคนในครอบครัวมากที่สุด ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับสัญชาติญาณของสตรี แต่สิ่งที่คุณแม่ทุกคนต้องพึงระวังว่าความรักที่ตนมีให้นั้นเป็นการส่งเสริมหรือทำร้ายลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ ผู้ชายมักจะไม่มีสิทธิออกปากเสียงและยื่นข้อเสนอใด ๆ นั่นทำให้หลายครั้งคุณแม่เหล่านั้นเกิดความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองกระทำมากขึ้นไปอีก
ชนวนที่ถูกจุดและการตัดสินใจของแม่ใน Virgin Suicide
อย่างคุณแม่ในเรื่อง The Virgin Suicide กักขังลูกไม่ให้ออกไปข้างนอก เพราะคิดว่าไม่ต้องการให้ลูกของพวกเธอแปดเปื้อนต่อสิ่งสกปรกอีกต่อไป ซึ่งอาจจะเป็นการกระทำแบบวัวหายล้อมคอก เพราะลูกสาวของเธอคนหนึ่งได้ฆ่าตัวตายอย่างไร้สาเหตุไปก่อนหน้านี้แล้ว เธอคงไม่อยากจะให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก และเมื่อผู้เป็นแม่ได้ตัดสินใจ "ปล่อย" ลูกไปครั้งหนึ่งแล้ว กลับเกิดเรื่องราวที่ไม่น่าให้อภัยขึ้น จึงไม่แปลกที่คุณแม่จะตัดสินใจทำเช่นนั้น โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกจริง ๆ ของลูกเลย
เช่นเดียวกันว่าคุณแม่ทั้งหลายอาจจะไม่ทำถึงขนาดนั้น แต่นี่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงให้เห็นว่าการกระทำและการดูแลของพ่อแม่มีผลกระทบต่อเด็กเพียงใด
ผู้หญิงที่รู้สึกแย่ในตัวเอง
ใน Fried Green Tomatoes ภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันก็มี เอเวอลีน เป็นหญิงสาวร่างอ้วน เธอมีสามีแล้วแต่ก็ยังไม่มีความสุข เธอรู้สึกแย่กับทุกเรื่องที่เป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความอ้วนของร่างกายหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ดูเหมือนจะคอยตอกย้ำซ้ำเดิม และเธอก็ได้แต่ร้องไห้กับตัวเอง
ในโลกแห่งความเป็นจริง เราสามารถพบเห็นคนอย่างเอเวอลีนได้ไม่ยากนัก ทั้งผู้ชายผู้หญิง พวกเขาต่างก็ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง และเมื่ออายุล่างเลยผ่านไปเรื่อย ๆ นั่นก็ทำให้นิสัยของพวกเขาแก้ไขยากขึ้นไปเรื่อย ๆ เช่นกัน โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยกลางคนก็อาจทำให้เกิดความรู้ล้มเหลวในชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกล้มเหลวในชีวิต หน้าที่การงาน หรือ ในการสมรส ถ้ามีบุตรก็อาจจะรู้สึกล้มเหลวในความเป็นแม่ก็ได้
สิ่งสำคัญอีกอย่างคือผู้หญิงที่เป็นเช่นนี้มักจะมีพฤติกรรมที่ค่อนข้างเก็บกด และ ไม่แสดงออก เวลาโมโหอาจจะมือสั่นพูดจาอะไรไม่ออกหรือร้องไห้ ซึ่งนั่นเป็นบุคลิกของคนที่มีสุขภาพจิตไม่ดี และพอเวลาระบายหรือระเบิดอารมณ์ทีก็มักจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและเกินพอดี
โชคยังดี ที่ในภาพยนตร์เอเวอลีนได้พบกับคุณยายคนหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็น "เพื่อน" ของเธอ และเรื่องเล่าในอดีตของคุณยายก็ทำให้เธอสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้
การที่จะบอกว่าคนเหล่านี้มั่นใจในตนเองเป็นเรื่องง่าย แค่การที่จะทำให้พวกเธอเป็นแบบนั้นจริง ๆ เป็นเรื่องยาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทั้งตัวของเธอเองและคนรอบข้างต้องช่วยกัน
เอเวอลีน แบบพัฒนาแล้ว
ผู้หญิงขี้วีน
เจน ตัวละครของซานดร้า บูลล็อค ในภาพยนตร์รางวัลออสการ์เรื่อง Crash ก็เป็นผู้หญิงแบบนี้ คุณเห็นตัวอย่างได้ชัดเจนที่สุดจากเธอ ทั้งที่ตัวเธอนั้นสมบูรณ์ทั้งการงานหรือความรัก แต่เธอกลับมีนิสัยขี้กังวล มองโลกในแง่ร้าย อคติ ขี้บ่น และ ที่สำคัญเธอมักจะรู้สึกหงุดหงิดและโกรธกับทุกสิ่งทุกอย่างโดยที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไร
แม้แต่ในภาพยนตร์เธอยังพูดกับคนอื่นเลยว่า "ฉันรู้สึกโกรธตลอดเวลา และไม่รู้ว่าเพราะอะไร"
ฟังดูอาการนี้อาจจะคล้าย "ผู้หญิงที่ยึดติดกับภาพลักษณ์" แต่จะต่างกันตรงที่ เธอจะแสดงออกอย่างตรงไปตรงมากับคนรอบข้าง ไม่เว้นใครหน้าไหน และ ไม่รู้สาเหตุที่มาของความหงุดหงิดอย่างแน่ชัด (เพราะพวกเธอจะไม่เกิดความขัดแย้งกันทางด้านจิตใจแบบผู้หญิงที่ยึดติดกับภาพลักษณ์) และ หากผู้หญิงแบบนี้ยังคงทำเช่นนี้ต่อไปโดยไม่สามารถห้ามหรือควบคุมตัวเองได้ ก็สามารถที่จะทำให้คนรอบข้างรู้สึกเอือมระอา และ สามารถส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ต่อคนอื่นในภายหลังได้
เป็นคุณ คุณก็คงไม่อยากจะเข้าใกล้คนที่อารมณ์หงุดหงิดตลอดเวลา เที่ยวต่อว่าคนอื่นอย่างไม่พอใจไปทั่วใช่ไหมล่ะ และที่สำคัญผู้หญิงแบบนี้พบเจอได้ง่ายที่สุด!
ตัวละครของซานดร้า บูลล็อคใน crash
เอาล่ะ เท่าที่อ่านมามีอะไรตรงกับตัวเองบ้างหรือเปล่า ความจริงยังมีอีกหลายกรณีที่ไม่ได้กล่าวถึง อย่างเช่น คุณแม่สุนีย์ในรักแห่งสยาม หรือ ตัวละครในหนังของ Kieslowski แต่นี่ก็เรียกได้ว่าเป็นโดยรวม ถ้าตัวคุณหรือคนรอบข้างคุณเป็นแบบอย่างตัวอย่างข้างบนก็เรียกว่าไม่ใช่เรื่องดีเสียเท่าไหร่
คำแนะนำในการแก้ไขขั้นพื้นฐาน
ข้อความข้างล่างนี้เป็นเพียงแนวทางเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สามรถนำไปปฏิบัติได้ แต่การที่จะแก้ไขได้ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณหรือคนรอบข้าง มันอาจจะไม่ได้ผลทันที แต่ทุก ๆ อย่างก็ต้องค่อยเป็นค่อยไปครับ
1. การยอมรับ
ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น และ ตระหนักไว้ว่าเราไม่สามรถที่จะแก้ไขสิ่งที่ผ่านมาในอดีตได้อีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ยังมีเวลามากพอที่จะเริ่มต้นบางสิ่งบางอย่างใหม่ อาจจะหางานอดิเรกใหม่ เปลี่ยนงานใหม่ ย้ายบ้านใหม่ อย่าไปยึดติดกับความผิดพลาดที่แล้วมาในอดีตแต่ก็ใช่ว่าจะเมินเฉย แค่ยอมรับมันแล้วก็มีชีวิตอยู่ต่อไป
2. อย่าเห็นแก่ตัวเองเป็นหลัก
หลายครั้งที่ผู้ใหญ่บางคนก็มีจิตใจแบบเด็ก ๆ ที่มองโลกว่าตนเองเป็นศูนย์กลาง ควรจะเปลี่ยนแนวคิดแบบนั้นเสีย และหันมองไปยังคนรอบข้างบ้าง ปรับความเข้าใจและทำดีต่อคนอื่น
3. อย่ายึดติด
วัยกลางคนก็เป็นวัยที่ผ่านอะไรมามาก และ บางครั้งเราก็อาจจะสูญเสียบางอย่างไป ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่เป็นที่รัก สิ่งของล้ำค่า หรือ อวัยวะต่าง ๆ แต่บางครั้งคนวัยกลางคนก็ไม่สามารถที่จะหาทางออกได้และก็ยึดติดกับความเศร้าและความสูญเสีย ทำให้เกิดอารมณ์ซึมเศร้าขึ้นได้ ดังนั้นจึงอย่ายึดติดกับสิ่งที่สูญเสียไปแล้วเลย
4. อย่าโทษคนอื่น
การโทษคนอื่นไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น แต่การโทษตัวเองมากเกินไปก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้นเช่นกัน การที่เรามัวแต่โทษอะไรบางอย่างจะทำให้จิตใจของเราขุ่นมัวยิ่งขึ้น เมื่อเกิดปัญหาหรือความผิดพลาดก็ควรที่จะพิจารณาและวิพากษ์อย่างพอดีไม่ก้าวร้าวใด ๆ
นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างพียงเล็กน้อยเท่านั้น คุณสามารถพบเจอวิธีแก้ไขปัญหาได้ตลอดเวลาในขณะที่คุณมีชีวิตอยู่เพียงแต่ว่าคุณจะมองเห็นมันหรือเปล่า
และหลังจากนั้น คุณจะเป็นผู้หญิงแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณแล้ว
อ่านแล้วก็มีอยู่หลายแบบเหมือนกันที่คล้ายกับตัวเอง
แค่คล้ายๆแต่ไม่ทั้งหมดและไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก
โล่งใจที่ตัวเองยังไม่มีอะไรที่สุดโต่งนัก
ไม่งั้นคงแก่อย่างไร้ความสุขแน่ๆเลย
#1 By eeddy(อี๊ด) on 2008-05-08 10:46