Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย : ไม่ใช่แค่อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย
posted on 31 Aug 2006 22:39 by nighty in Films
ถึงแม้จะดูเหมือนการยัดเยียดไปหน่อย แต่ผมก็คิดว่าภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องอย่าง "แฟนฉัน" "เพื่อนสนิท" และ "เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย" สามารถที่จะจับยัดเยียดมารวมกันเป็นไตรภาคเดียวกันได้ แต่จับยัดมาเป็นไตรภาคเนื่องด้วยหัวข้ออะไรนั้น นั่นก็เป็นอีกเรื่อง ซึ่งตอนปัจจุปันนี้ผมยังหาหัวข้อหลักที่เหมาะสมที่จะนำสามเรื่องนี้มารวมกันไม่ได้เสียที ที่เข้าท่าที่สุดก็คงจะเป็นหัวข้อ "กาลเวลา" ที่แทน แฟนฉัน ด้วย อตีด(ที่จางหาย) เพื่อนสนิท เป็น ปัจจุปัน(ที่แปรเปลี่ยน) ส่วน เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เป็น อนาคต(ที่กำลังจะมาถึง)
เอาล่ะ มาพูดถึงตัวหนังกันบ้าง "เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยนั้น" ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่หนังรักวัยรุ่นเสียทีเดียว เพราะมีกลิ่นอายของหนังแนว coming of age (การเติบโตของตัวละคร) อยู่เสียมากกว่า
โดยเฉพาะตัวเอกในเรื่องนั้น คือตัวหลักที่แสดงถึงการเติบโตของวัย เนื่องด้วยเป็นนักเรียนวัยมัธยมที่เลือกเรียนต่อมัธยมปลายที่โรงเรียนดนตรี เพราะแอบชอบผู้หญิงคนหนึ่ง โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ด้วยซ้ำ แถมยังนึกเข้าใจผิดว่าลูกตัวเองนั้นไปเรียนทางด้านแพทย์
เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย นั้น แบ่งเรื่องทั้งหมดออกเป็นสามช่วงได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูฝน และ ฤดูหนาว ซึ่งประเด็นหลักของแต่ละฤดูได้ถูกกล่าวถึงไว้ในตัวภาพยนตร์แล้วจึงไม่ขอกล่าวอะไรอีก
ส่วนตัวหนังก็เรียบง่ายตามฤดูกาล ซึ่งถือว่าค่อนข้างจะเป็นความกล้าของผู้กำกับที่ทำหนังออกมาในรูปแบบนี้ เพราะไม่ค่อยจะเห็นเสียเท่าไหร่ ที่หนังไทยจะออกมาเป็นรูปแบบเรียบง่าย สบาย เน้นบรรยากาศ จนดูเหมือนไม่มีจุดไคลแมกซ์เหมือนกับภาพยนตร์ญี่ปุ่น อีกทั้งผมยังชอบการถ่ายภาพในเรื่องนี้ไม่น้อย นาน ๆ จะเห็นหนังไทยที่มีการถ่ายภาพแบบนี้ (ผมชอบตอนขี่จักรยานมาก)
เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ไม่ใช่หนังที่เน้นแต่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของวัยรุ่น มันมีบรรยากาศสดใสของโรงเรียนที่น่าคิดถึง ความสุขวัยเด็กที่น่าอิจฉา และ มีความยุ่งยากที่น่าลำบากใจเช่นกัน
** พูดแบบลึก ๆ - นัยนะภายใน - วิเคราะห์ ** เปิดเผยส่วนสำคัญของภาพยนตร์
อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่า หนังเรื่องนี้ เน้นที่การเติบโตของตัวละครอยู่ไม่น้อย โดยเด็กนักเรียนตามวัยของตัวเอกในเรื่องนั้น ถือว่าเป็นอีกจุดหนึ่งที่จะต้องเลือกหนทางเดินไปยังทางข้างหน้า หลายคนอาจจะลำบากใจไม่น้อย และ หลายคนอาจจะยังไม่แน่ใจเลยว่า ทางที่ตัวเองเลือกนั้น ถูกต้องจริงหรือเปล่า
ป้อม ตัวเอกของเรื่องนั้น เลือกทางเดินของชีวิตตนเอง เพียงเพราะว่า ผู้หญิงที่ตนแอบชอบนั้น ไปเรียนต่อโรงเรียนดนตรี ซึ่งตัวป้อมเองนั้นยังอาจไม่แน่ใจซักครั้งว่าตัวเองตัดสินใจถูกหรือเปล่า (เพราะถ้าเขาตัดสินใจถูก เขาก็คงบอกพ่อไปตั้งแต่ต้นแล้ว) โชคยังดีที่เขามีฝีมือในการเล่นดนตรีบ้าง ความหวังของเขาจึงเริ่มเข้าใกล้ควมเป็นจริงบ้าง
แต่สังเกตุได้ว่า สิ่งที่ป้อมต้องการนั้น กับ สิ่งที่เป็นตัวป้อม จริง ๆ นั้น แตกต่างกัน ป้อม หันมาเข้าวงออเครสตร้าก็เพราะเข้ามาตามผู้หญิงที่ตนชอบเช่นกัน ทั้งที่ตัวเขาเองนั้นสนุกอยู่กับกลองชุดมากกว่า
ในหนังมีหลายฉากที่แสดงให้เห็นถึงความลังเลของตัวป้อม เพราะ สิ่งที่ป้อมต้องการ กับ สิ่งที่ป้อมเป็นนั้น หลายครั้งก็ดูเหมือนจะสั่นครอนเสียแล้ว ตามกาลเวลา และ ประสบการณ์ที่เขาได้มาเรื่อย ๆ จากชีวิตในโรงเรียน
และเป็นอีกครั้งที่ พระเอกนั้นเกือบจะได้ทำลายสิ่งที่สำคัญที่สุดด้วยตัวเอง อย่างป้อมในเรื่องนี้ เขาเกือบได้ทำหลายอย่างพังทะลายทั้งครอบครัว จนถึงเพื่อนสนิท (ไม่แน่ว่าอาจจะรวมถึงความฝันด้วย)
สิ่งที่ขอชื่นชมอีกครั้งคือการที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้หาทางออกให้กับปัญหาต่าง ๆ ง่ายเกินไปจนเหมือนกับภาพยนตร์ฮอลีวู้ด
ในตอนสุดท้ายจะมีบทพูดหนึ่งบอกว่า "ป้อม ถ้าไม่ชอบกินผัก ทำไมไม่บอก" อาจจะเป็นคำพูดที่เตือนสติของป้อม ซึ่งผมคิดว่า "ถ้าไม่ชอบกินผัก ทำไมไม่บอก" มีความหมายอยู่หลายประการ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ "ถ้าไม่ชอบจริง ๆ แล้วจะฝืนทำไม" ดังนั้นการที่เรื่องราวจะไปสู่บทสรุปเช่นนั้น (รวมทั้งอีกหลายอย่างที่ยังไม่ชัดเจน) ก็ถือว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกใจเท่าไหร่
เพราะ อนาคต ยังไม่จบอยู่ตรงนี้ มันกำลังเดินหน้าไปเรื่อย ๆ และ เปลี่ยนแปลงบ่อยมาก
ป.ล. ฉากที่ผมชอบฉากหนึ่งคือฉากที่ตัวละครตัวหนึ่งสีไวโอลินด้วยเสียงและลีลาแย่สุด ๆ แต่เพลงนั้นช่างบาดลึกและปวดร้าวหัวใจ เหลือเกิน
เอาล่ะ มาพูดถึงตัวหนังกันบ้าง "เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยนั้น" ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่หนังรักวัยรุ่นเสียทีเดียว เพราะมีกลิ่นอายของหนังแนว coming of age (การเติบโตของตัวละคร) อยู่เสียมากกว่า
โดยเฉพาะตัวเอกในเรื่องนั้น คือตัวหลักที่แสดงถึงการเติบโตของวัย เนื่องด้วยเป็นนักเรียนวัยมัธยมที่เลือกเรียนต่อมัธยมปลายที่โรงเรียนดนตรี เพราะแอบชอบผู้หญิงคนหนึ่ง โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ด้วยซ้ำ แถมยังนึกเข้าใจผิดว่าลูกตัวเองนั้นไปเรียนทางด้านแพทย์
เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย นั้น แบ่งเรื่องทั้งหมดออกเป็นสามช่วงได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูฝน และ ฤดูหนาว ซึ่งประเด็นหลักของแต่ละฤดูได้ถูกกล่าวถึงไว้ในตัวภาพยนตร์แล้วจึงไม่ขอกล่าวอะไรอีก
ส่วนตัวหนังก็เรียบง่ายตามฤดูกาล ซึ่งถือว่าค่อนข้างจะเป็นความกล้าของผู้กำกับที่ทำหนังออกมาในรูปแบบนี้ เพราะไม่ค่อยจะเห็นเสียเท่าไหร่ ที่หนังไทยจะออกมาเป็นรูปแบบเรียบง่าย สบาย เน้นบรรยากาศ จนดูเหมือนไม่มีจุดไคลแมกซ์เหมือนกับภาพยนตร์ญี่ปุ่น อีกทั้งผมยังชอบการถ่ายภาพในเรื่องนี้ไม่น้อย นาน ๆ จะเห็นหนังไทยที่มีการถ่ายภาพแบบนี้ (ผมชอบตอนขี่จักรยานมาก)
เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ไม่ใช่หนังที่เน้นแต่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของวัยรุ่น มันมีบรรยากาศสดใสของโรงเรียนที่น่าคิดถึง ความสุขวัยเด็กที่น่าอิจฉา และ มีความยุ่งยากที่น่าลำบากใจเช่นกัน
** พูดแบบลึก ๆ - นัยนะภายใน - วิเคราะห์ ** เปิดเผยส่วนสำคัญของภาพยนตร์
อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่า หนังเรื่องนี้ เน้นที่การเติบโตของตัวละครอยู่ไม่น้อย โดยเด็กนักเรียนตามวัยของตัวเอกในเรื่องนั้น ถือว่าเป็นอีกจุดหนึ่งที่จะต้องเลือกหนทางเดินไปยังทางข้างหน้า หลายคนอาจจะลำบากใจไม่น้อย และ หลายคนอาจจะยังไม่แน่ใจเลยว่า ทางที่ตัวเองเลือกนั้น ถูกต้องจริงหรือเปล่า
ป้อม ตัวเอกของเรื่องนั้น เลือกทางเดินของชีวิตตนเอง เพียงเพราะว่า ผู้หญิงที่ตนแอบชอบนั้น ไปเรียนต่อโรงเรียนดนตรี ซึ่งตัวป้อมเองนั้นยังอาจไม่แน่ใจซักครั้งว่าตัวเองตัดสินใจถูกหรือเปล่า (เพราะถ้าเขาตัดสินใจถูก เขาก็คงบอกพ่อไปตั้งแต่ต้นแล้ว) โชคยังดีที่เขามีฝีมือในการเล่นดนตรีบ้าง ความหวังของเขาจึงเริ่มเข้าใกล้ควมเป็นจริงบ้าง
แต่สังเกตุได้ว่า สิ่งที่ป้อมต้องการนั้น กับ สิ่งที่เป็นตัวป้อม จริง ๆ นั้น แตกต่างกัน ป้อม หันมาเข้าวงออเครสตร้าก็เพราะเข้ามาตามผู้หญิงที่ตนชอบเช่นกัน ทั้งที่ตัวเขาเองนั้นสนุกอยู่กับกลองชุดมากกว่า
ในหนังมีหลายฉากที่แสดงให้เห็นถึงความลังเลของตัวป้อม เพราะ สิ่งที่ป้อมต้องการ กับ สิ่งที่ป้อมเป็นนั้น หลายครั้งก็ดูเหมือนจะสั่นครอนเสียแล้ว ตามกาลเวลา และ ประสบการณ์ที่เขาได้มาเรื่อย ๆ จากชีวิตในโรงเรียน
และเป็นอีกครั้งที่ พระเอกนั้นเกือบจะได้ทำลายสิ่งที่สำคัญที่สุดด้วยตัวเอง อย่างป้อมในเรื่องนี้ เขาเกือบได้ทำหลายอย่างพังทะลายทั้งครอบครัว จนถึงเพื่อนสนิท (ไม่แน่ว่าอาจจะรวมถึงความฝันด้วย)
สิ่งที่ขอชื่นชมอีกครั้งคือการที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้หาทางออกให้กับปัญหาต่าง ๆ ง่ายเกินไปจนเหมือนกับภาพยนตร์ฮอลีวู้ด
ในตอนสุดท้ายจะมีบทพูดหนึ่งบอกว่า "ป้อม ถ้าไม่ชอบกินผัก ทำไมไม่บอก" อาจจะเป็นคำพูดที่เตือนสติของป้อม ซึ่งผมคิดว่า "ถ้าไม่ชอบกินผัก ทำไมไม่บอก" มีความหมายอยู่หลายประการ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ "ถ้าไม่ชอบจริง ๆ แล้วจะฝืนทำไม" ดังนั้นการที่เรื่องราวจะไปสู่บทสรุปเช่นนั้น (รวมทั้งอีกหลายอย่างที่ยังไม่ชัดเจน) ก็ถือว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกใจเท่าไหร่
เพราะ อนาคต ยังไม่จบอยู่ตรงนี้ มันกำลังเดินหน้าไปเรื่อย ๆ และ เปลี่ยนแปลงบ่อยมาก
ป.ล. ฉากที่ผมชอบฉากหนึ่งคือฉากที่ตัวละครตัวหนึ่งสีไวโอลินด้วยเสียงและลีลาแย่สุด ๆ แต่เพลงนั้นช่างบาดลึกและปวดร้าวหัวใจ เหลือเกิน
ถ่ายที่มหิดล
#1 By * ฉาวอำ CHALAM ตัวหนังสือมีชีวิต * on 2006-08-31 23:40