Crying out love , In the center of the world สุดขอบทางของโลกนั้นยังคงมีเธอรออยู่
posted on 22 Jul 2006 12:09 by nighty in Films
(บทความนี้เปิดเผยส่วนสำคัญของภาพยนตร์ ละคร และ หนังสือ)
Crying out love, in the center of the world นั้นมีชื่อดั้งเดิมภาษาญี่ปุ่นที่ไม่ยาวนักว่า Sekai no chushin de , Ai wo sakebu ซึ่งหลายคนคงจะคุ้นหูในชื่อแบบภาษาอังกฤษกับชื่อภาษาไทยของฉบับหนังสือและละครว่า อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก เสียมากกว่า ส่วนในขณะฉบับภาพยนตร์นั้นมีชื่อไทยว่า พร่ำหัวใจ เพรียกหารักที่กลางโลก โอ้... แต่ละชื่อยาว ๆ ทั้งนั้น ต่อไปผมจึงขออนุญาตเรียกย่อ ๆ ว่า อยากกู่ร้องฯ ก็แล้วกัน
อยากกู่ร้องฯ นั้น มีต้นกำเนิดแรกเริ่มมาจากวรรณกรรมชื่อเดียวกันของเคียวอิจิ คิตายามะ ซึ่งเป็นหนังสือขายดีสุด ๆ ในญี่ปุ่น ซึ่งหากลองพิจารณาพล็อตเรื่องดูแล้วจะพบว่าแท้จริงนั้นมันเป็นหนึ่งในพล็อตเรื่องสูตรสำเร็จและแสนน้ำเน่า ที่ว่าด้วย ชีวิตรักของคนสองคนที่แสนมีความสุขแต่ทว่ากลับมีโรคร้ายมาพรากคนใดคนหนึ่งจากไป (ส่วนใหญ่จะเป็น... ลูคีเมีย) ส่วนอีกฝ่ายนั้นก็ต้องทนทุกข์กับความสูญเสียต่อไป หรือไม่ก็ ตายตามกันไปเสียเลย
แต่แล้ว เพราะอะไรล่ะ ทำให้วรรณกรรมเรื่องนี้ประสบความสำเร็จจนทำให้เป็นรากที่มี หนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์ ละคร (ความจริงแล้วมีละครวิทยุด้วย) ออกมาแตกแขนงกิ่งก้านและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเรื่องราวนั้นถูกเล่าผ่านทางฝ่ายชายซึ่งหัวใจแตกสลายน่ะสิ
ถ้าลองสังเกตดูแล้วจะพบว่าไม่ว่าจะเป็นแบบไหน เนื้อเรื่องส่วนใหญ่นั้นจะถูกเล่าผ่านออกมาในมุมมองของซาคุทาโร่ ไม่ว่าจะแบบไหน ตัวผู้เล่าถูกแทนว่า ผม ซึ่งก็คือตัวของซาคุทาโร่ นั่นเอง อีกทั้งในฉบับวรรณกรรมเรื่องทั้งหมดก็เล่าผ่านจากคำพุดของซาคุทาโร่ หรือ ฉบับละครเสียงวอยซ์โอเวอร์ก็เป็นเสียงของซาคุทาโร่เพียงคนเดียวเท่านั้น
อีกทั้งเนื่องจากในต้นฉบับ เคียวอิจิ คิตายามะ ผู้เขียน สามารถเขียนบรรยายความรู้สึกออกมาอย่างเรียบง่ายแต่สะเทือนใจ ราวกับว่าซาคุทาโร่เป็นผู้เล่าเรื่องจริง ๆ เหมือนกับอ่านไดอารี่ความรุ้สึกของเจ้าตัวอย่างไรอย่างนั้น รวมทั้งโจทย์ของเรื่องนี้ยังเป็นสิ่งที่น่าคิด ก็คือ ใครกันเล่าสามารถที่จะอยู่เคียงคู่กับคนที่ตนรักได้ตลอดกาล?
สิ่งที่ อยากกู่ร้องฯ เล่านั้น ไม่ใช่เป็นการใช้ความตายกระชากหัวใจคนดุอย่างกะทันหัน ตัวเรื่องกล้าหาญพอที่จะบอกว่า ฮิโรเสะ อากิ นั้น ได้จากไปแล้ว ตั้งแต่ต้นเรื่อง ซึ่งการทำแบบนี้กลับกลายเป็นการส่งผลให้หลายฉากน่าเศร้ายิ่งขึ้น อย่างเช่นฉากที่มีการให้กำลังใจ หรือ ให้ความหวังแก่อากิ แสงสว่างแห่งความหวังของตัวละครในเรื่องปรากฏขึ้นมา แต่เในความจริงผู้ชมนั้นรู้ทุกอย่างแล้วแสงสว่างนั้นจึงดับลงไปอย่างเจ็บปวด
บางทีแล้ว แต่เดิมสิ่งที่เคียวอิจิ คิตายามะ ต้องการจะสื่อออกมา อาจจะไม่ใช่แค่ความโศกเศร้าของการจากลาเท่านั้นก็เป็นได้
Crying out love In the center of the world นั้น หลัก ๆ มีอยู่ในสามรูปแบบทั้ง หนังสือ ภาพยนตร์ และ ละคร ซึ่งมีโครงหลักเหมือนกัน แต่รายละเอียดย่อยหลาย ๆ อย่างแตกต่างมากนัก ในที่นี้เราจึงขอนำเสนอความแตกต่างในรายละเอียดที่คล้ายคลึงกันของทั้งสามแบบ
คุณปู่ - ในฉบับภาพยนตร์นั้นได้เป็นฉบับแรกที่ให้คุณปู่ของซาคุทาโร่เปิดร้านถ่ายรูป ซึ่งหลงรักอาจารย์ของพวกซาคุทาโร่ที่เสียชีวิตไป ในฉบับละครนั้นจะเหมือนต้นฉบับ เปิดร้านถ่ายรูปเหมือนกัน และ มีความผูกพันกับซาคุทาโร่มากกว่าฉบับภาพยนตร์ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเรื่องของเขาคือตัวอย่างของความรักที่ไม่มีวันสมหวังตลอดกาลของซาคุ และ อากิ
โอกิ - เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่มีบทบาทมากที่สุดในต้นฉบับ (ส่วนเพื่อนคนอื่น ๆ ในฉบับละคร หลายคนพัฒนาจากตัวประกอบในภาพยนตร์ บทก็เลยแบ่ง ๆ กันไป) ในต้นฉบับเขาเปรียบเสมือนประจักษ์พยานในความรักของซาคุ และ อากิ มากกว่าฉบับอื่น ๆ (ในฉบับละครจะเป็นคุณครูยาตาเบะ) แต่หน้าที่หลักของเขาเหมือนกันทั้งสามแบบคือ การเป็นคนกลางพาซาคุทาโร่ และ อากิ ไปยังเกาะยูเมะจิม่า
ไปรษณียบัตร - ในต้นฉบับนั้น ซาคุทาโร่เขียนไปรษณียบัตรให้รายการวิทยุเพื่อขอเพลงให้อากิเฉย ๆ แต่ในฉบับภาพยนตร์จะเพิ่มเป็นว่าทั้งสองเขียนไปรษณียบัตรแข่งกันเพื่อชิงของรางวัลเป็นวอลค์แมน (ฉบับละครก็พัฒนาบทจากตรงนี้) จนไปถึงการอัดเสียงของตัวเองลงไปในเทปคาสเซทต์ให้อีกฝ่ายฟัง และสุดท้ายมันก็กลายเป็นจุดเด่นอีกอย่างของเรื่อง ส่วนเนื้อความในไปรษณียบัตรและผลที่ตามมานั้นก็เหมือนกันทั้งสามแบบ รวมทั้งกลายเป็นหนึ่งในความรู้สึกผิดของซาคุ
คนรักคนใหม่ - ในต้นฉบับคนรักคนใหม่ของซาคุเป็นใครเราไม่ทราบเพราะกล่าวถึงไว้น้อยมาก ๆ แต่ก็นับว่าเธอคนนั้นโชคดีกว่า คนรักคนใหม่ ของซาคุ ในฉบับภาพยนตร์ และ ละคร ที่ต้องเจอซาคุในสภาวะ 'น้ำเต็มแก้ว' และ บทบทของพวกเธอก็แตกต่างกัน ในฉบับภาพยนตร์ เธอคือริทซึโกะ ผู้ที่ได้รับรู้ถึงความจริงอะไรบางอย่างและมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องบางอย่างตั้งแต่ครั้งอตีด ทำให้เธอหนีจากบ้านไป ส่วนฉบับละครนั้น เธอคือ โคบายาชิ อากิ (ใช่แล้ว เธอชื่อเหมือนกัน) แม่ม่ายลูกติดเพื่อนร่วมงานของซาคุ ผู้ซึ่งต้องรอให้ซาคุทาโร่มีที่ว่างในหัวใจ
ช่วงเวลา / การปลดปล่อย - ในฉบับภาพยนตร์ และ ละคร นั้นซาคุทาโร่ถูกความทรงจำและอตีดของตนเองกักขังและทำร้ายมากกว่าในต้นฉบับ ความจริงแล้วในต้นฉบับนั้นจะไม่มีซาคุทาโร่ตอนแก่ให้เราเห็น (ในฉากสุดท้ายของต้นฉบับซาคุทาโร่ตอนโตไม่น่าจะมีอายุเท่ากับในภาพยนตร์และละคร) ในต้นฉบับจะมีเพียงซาคุทาโร่ในสองช่วงเวลาคือชีวิตก่อนพบอากิ และ ชีวิตหลังไม่มีอากิ ส่วนในภาพยนตร์และละครจะแบ่งแยกอย่างชัดเจนว่าเป็น อดีต กับ ปัจจุบัน แต่ในละครนั้นก็จะมีแฟลชแบ็คเข้ามาบ่อย ๆ ดังนั้นในฉบับภาพยนตร์ และ ละคร นั้นเราจะเห็นได้ชัดเลยว่าซาคุทาโร่นนั้นยังคงจมปลักอยู่กับอดีต และ มีความรู้สึกค้างคาใจมานานแสนนาน สิ่งที่ปลดปล่อยเขาออกจากพันธนาการได้ก็คือ ข้อความจากอากิ ที่มาในรูปแบบที่ต่างกัน ในฉบับภาพยนตร์จะเป็นเทปม้วนสุดท้าย ส่วนละครจะเป็นสมุดภาพ
อัฐิ / ใจกลางโลก - ที่สุดท้ายที่อากิต้องการจะไปอยู่ นั่นก็คือ อูลูรู ในออสเตรีย แต่ซาคุทาโร่ก็ไม่เคยได้พาเธอไปที่นั่น ซาคุยังคงเก็บอัฐิของอากิซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสุดท้ายว่าเธอเคยมีชีวิตอยู่ไว้กับตัวตลอดเวลา เขาไม่เคยปลดปล่อยเธอออกไปจากใจ เขากลัวว่าเธอจะตายจากเขาไปจริง ๆ แต่ในเมื่อซาคุทาโร่รู้ว่า ใจกลางโลก ที่แท้จริงคืออะไรนั้น เขาก็ไม่ฉุดรั้งอากิอีกต่อไป แม้ว่าทั้งสามฉบับ สถานที่สุดท้ายที่ซาคุโปรยอัฐิจะแตกต่างกัน แต่ก็มีความหมายใกล้เคียงกัน (แต่ก็ยังสงสัยในฉบับภาพยนตร์ว่า... ตกลงซาคุยัง 'น้ำเต็มแก้ว' อยู่หรือเปล่า)
แท้ที่จริงแล้วยังมีอีก แต่ผู้เขียนทำตกหล่นไปหลายส่วน หรือไม่ขอพูดถึง (เช่น ตัวของซาคุและอากิ , ครอบครัว ฯลฯ) รวมทั้ง รายละเอียดใหม่ ที่ไม่มีในต้นฉบับแต่เกิดจากการดัดแปลงเล็กน้อยในฉบับภาพยนตร์ และ ฉบับละครก็นำมาพัฒนาอีกที (ยกตัวอย่างเช่น ฉากฝนตกทั้งหลายแหล่ในละคร เป็นต้น)
แต่ไม่ว่ารายละเอียดเล็กน้อยจะแตกต่างกันเท่าไหร่ก็ตามสิ่งเดียวที่ทำให้มันเป็น crying out love in the center of the world ก็คือ ความรักที่ไม่มีทางสมหวังของมัตสึโมโตะ ซาคุทาโร่ และ ฮิโรเสะ อากิ ความโศกเศร้า ความอาลัย และ ความเจ็บปวด ยังคงทำให้เขาคอยเพรียกหาเธออยู่ตลอดเวลา นั่นเอง
Trivia
- ทั้งฉบับภาพยนตร์ และ ละคร ต่างก็ได้รับการเข้าชิงและกวาดรางวัลมากมาย ภาพยนตร์ได้ชิงรางวัลงาน Japanese academy ถึง 11 รางวัล ได้มา 4 ส่วนฉบับละครกวาดไป 9 รางวัล รวมถึง ละครยอดเยี่ยม ในงาน Television academy ของญี่ปุ่น
- ในงาน Japanese academy ทาคาโอะ โอซาวะ ที่เล่นเป็นซาคุทาโร่ตอนโตในภาพยนตร์ กลับถูกส่งชื่อเข้าชิงรางวัลจากภาพยนตร์เรื่อง 'Gege' (มิลค์ไวท์ รักเธอสุดหัวใจ) ที่เข้าฉายในปีเดียวกัน ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมแทน (อ้าว)
- เพลงประกอบภาพยนตร์และละครต่างก็ขายดีทั้งคู่ โดยที่เพลง Hitomi wo tojite ที่ประกอบภาพยนตร์จะร้องโดย Hirai Ken เป็นตัวแทนฝ่ายชาย (ซาคุทาโร่) ที่พูดถึงความโศกเศร้าและความสูญเสีย ส่วนเพลง Katachi arumono ของ Shibasaki Kou (เธอแสดงเป็น ริทสึโกะ ในฉบับภาพยนตร์ด้วย) จะเป็นตัวแทนของฝ่ายหญิง (อากิ) ที่พูดถึงความเศร้าที่ต้องจากกันแต่ก็จะเป็นกำลังใจและเชื่อมั่นในตัวอีกฝ่ายจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้
- นอกจาก Crying out love , In the center of the world แล้วยังมีวรรณกรรมอีกมากมายที่ถูกนำมาสร้างเป็นอะไรต่อมิอะไร ซึ่งถือว่ากลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เช่น Ring (ภาพยนตร์,ละคร,การ์ตูน,เกม) , One missed call (ภาพยนตร์,ละคร,การ์ตูน) , Densha Otoko (ภาพยนตร์,ละคร,การ์ตูน) ,Be with you (ภาพยนตร์, ละคร) และ อื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งแต่ละอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะต้องมีเนื้อหาของเรื่องเหมือนกันหมด บางครั้งก็ถึงไว้เพีงแค่โครงเรื่องหลักคร่าว ๆ เท่านั้น
เรื่องราวอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกันในบลอคของผม
เพลงประกอบ Hitomi wo Tojite
เพลงที่ไม่มีชื่อ
Crying out love, in the center of the world นั้นมีชื่อดั้งเดิมภาษาญี่ปุ่นที่ไม่ยาวนักว่า Sekai no chushin de , Ai wo sakebu ซึ่งหลายคนคงจะคุ้นหูในชื่อแบบภาษาอังกฤษกับชื่อภาษาไทยของฉบับหนังสือและละครว่า อยากกู่ร้องบอกรักให้ก้องโลก เสียมากกว่า ส่วนในขณะฉบับภาพยนตร์นั้นมีชื่อไทยว่า พร่ำหัวใจ เพรียกหารักที่กลางโลก โอ้... แต่ละชื่อยาว ๆ ทั้งนั้น ต่อไปผมจึงขออนุญาตเรียกย่อ ๆ ว่า อยากกู่ร้องฯ ก็แล้วกัน
อยากกู่ร้องฯ นั้น มีต้นกำเนิดแรกเริ่มมาจากวรรณกรรมชื่อเดียวกันของเคียวอิจิ คิตายามะ ซึ่งเป็นหนังสือขายดีสุด ๆ ในญี่ปุ่น ซึ่งหากลองพิจารณาพล็อตเรื่องดูแล้วจะพบว่าแท้จริงนั้นมันเป็นหนึ่งในพล็อตเรื่องสูตรสำเร็จและแสนน้ำเน่า ที่ว่าด้วย ชีวิตรักของคนสองคนที่แสนมีความสุขแต่ทว่ากลับมีโรคร้ายมาพรากคนใดคนหนึ่งจากไป (ส่วนใหญ่จะเป็น... ลูคีเมีย) ส่วนอีกฝ่ายนั้นก็ต้องทนทุกข์กับความสูญเสียต่อไป หรือไม่ก็ ตายตามกันไปเสียเลย
แต่แล้ว เพราะอะไรล่ะ ทำให้วรรณกรรมเรื่องนี้ประสบความสำเร็จจนทำให้เป็นรากที่มี หนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์ ละคร (ความจริงแล้วมีละครวิทยุด้วย) ออกมาแตกแขนงกิ่งก้านและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเรื่องราวนั้นถูกเล่าผ่านทางฝ่ายชายซึ่งหัวใจแตกสลายน่ะสิ
ถ้าลองสังเกตดูแล้วจะพบว่าไม่ว่าจะเป็นแบบไหน เนื้อเรื่องส่วนใหญ่นั้นจะถูกเล่าผ่านออกมาในมุมมองของซาคุทาโร่ ไม่ว่าจะแบบไหน ตัวผู้เล่าถูกแทนว่า ผม ซึ่งก็คือตัวของซาคุทาโร่ นั่นเอง อีกทั้งในฉบับวรรณกรรมเรื่องทั้งหมดก็เล่าผ่านจากคำพุดของซาคุทาโร่ หรือ ฉบับละครเสียงวอยซ์โอเวอร์ก็เป็นเสียงของซาคุทาโร่เพียงคนเดียวเท่านั้น
อีกทั้งเนื่องจากในต้นฉบับ เคียวอิจิ คิตายามะ ผู้เขียน สามารถเขียนบรรยายความรู้สึกออกมาอย่างเรียบง่ายแต่สะเทือนใจ ราวกับว่าซาคุทาโร่เป็นผู้เล่าเรื่องจริง ๆ เหมือนกับอ่านไดอารี่ความรุ้สึกของเจ้าตัวอย่างไรอย่างนั้น รวมทั้งโจทย์ของเรื่องนี้ยังเป็นสิ่งที่น่าคิด ก็คือ ใครกันเล่าสามารถที่จะอยู่เคียงคู่กับคนที่ตนรักได้ตลอดกาล?
สิ่งที่ อยากกู่ร้องฯ เล่านั้น ไม่ใช่เป็นการใช้ความตายกระชากหัวใจคนดุอย่างกะทันหัน ตัวเรื่องกล้าหาญพอที่จะบอกว่า ฮิโรเสะ อากิ นั้น ได้จากไปแล้ว ตั้งแต่ต้นเรื่อง ซึ่งการทำแบบนี้กลับกลายเป็นการส่งผลให้หลายฉากน่าเศร้ายิ่งขึ้น อย่างเช่นฉากที่มีการให้กำลังใจ หรือ ให้ความหวังแก่อากิ แสงสว่างแห่งความหวังของตัวละครในเรื่องปรากฏขึ้นมา แต่เในความจริงผู้ชมนั้นรู้ทุกอย่างแล้วแสงสว่างนั้นจึงดับลงไปอย่างเจ็บปวด
บางทีแล้ว แต่เดิมสิ่งที่เคียวอิจิ คิตายามะ ต้องการจะสื่อออกมา อาจจะไม่ใช่แค่ความโศกเศร้าของการจากลาเท่านั้นก็เป็นได้
Crying out love In the center of the world นั้น หลัก ๆ มีอยู่ในสามรูปแบบทั้ง หนังสือ ภาพยนตร์ และ ละคร ซึ่งมีโครงหลักเหมือนกัน แต่รายละเอียดย่อยหลาย ๆ อย่างแตกต่างมากนัก ในที่นี้เราจึงขอนำเสนอความแตกต่างในรายละเอียดที่คล้ายคลึงกันของทั้งสามแบบ
คุณปู่ - ในฉบับภาพยนตร์นั้นได้เป็นฉบับแรกที่ให้คุณปู่ของซาคุทาโร่เปิดร้านถ่ายรูป ซึ่งหลงรักอาจารย์ของพวกซาคุทาโร่ที่เสียชีวิตไป ในฉบับละครนั้นจะเหมือนต้นฉบับ เปิดร้านถ่ายรูปเหมือนกัน และ มีความผูกพันกับซาคุทาโร่มากกว่าฉบับภาพยนตร์ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเรื่องของเขาคือตัวอย่างของความรักที่ไม่มีวันสมหวังตลอดกาลของซาคุ และ อากิ
โอกิ - เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่มีบทบาทมากที่สุดในต้นฉบับ (ส่วนเพื่อนคนอื่น ๆ ในฉบับละคร หลายคนพัฒนาจากตัวประกอบในภาพยนตร์ บทก็เลยแบ่ง ๆ กันไป) ในต้นฉบับเขาเปรียบเสมือนประจักษ์พยานในความรักของซาคุ และ อากิ มากกว่าฉบับอื่น ๆ (ในฉบับละครจะเป็นคุณครูยาตาเบะ) แต่หน้าที่หลักของเขาเหมือนกันทั้งสามแบบคือ การเป็นคนกลางพาซาคุทาโร่ และ อากิ ไปยังเกาะยูเมะจิม่า
ไปรษณียบัตร - ในต้นฉบับนั้น ซาคุทาโร่เขียนไปรษณียบัตรให้รายการวิทยุเพื่อขอเพลงให้อากิเฉย ๆ แต่ในฉบับภาพยนตร์จะเพิ่มเป็นว่าทั้งสองเขียนไปรษณียบัตรแข่งกันเพื่อชิงของรางวัลเป็นวอลค์แมน (ฉบับละครก็พัฒนาบทจากตรงนี้) จนไปถึงการอัดเสียงของตัวเองลงไปในเทปคาสเซทต์ให้อีกฝ่ายฟัง และสุดท้ายมันก็กลายเป็นจุดเด่นอีกอย่างของเรื่อง ส่วนเนื้อความในไปรษณียบัตรและผลที่ตามมานั้นก็เหมือนกันทั้งสามแบบ รวมทั้งกลายเป็นหนึ่งในความรู้สึกผิดของซาคุ
คนรักคนใหม่ - ในต้นฉบับคนรักคนใหม่ของซาคุเป็นใครเราไม่ทราบเพราะกล่าวถึงไว้น้อยมาก ๆ แต่ก็นับว่าเธอคนนั้นโชคดีกว่า คนรักคนใหม่ ของซาคุ ในฉบับภาพยนตร์ และ ละคร ที่ต้องเจอซาคุในสภาวะ 'น้ำเต็มแก้ว' และ บทบทของพวกเธอก็แตกต่างกัน ในฉบับภาพยนตร์ เธอคือริทซึโกะ ผู้ที่ได้รับรู้ถึงความจริงอะไรบางอย่างและมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องบางอย่างตั้งแต่ครั้งอตีด ทำให้เธอหนีจากบ้านไป ส่วนฉบับละครนั้น เธอคือ โคบายาชิ อากิ (ใช่แล้ว เธอชื่อเหมือนกัน) แม่ม่ายลูกติดเพื่อนร่วมงานของซาคุ ผู้ซึ่งต้องรอให้ซาคุทาโร่มีที่ว่างในหัวใจ
ช่วงเวลา / การปลดปล่อย - ในฉบับภาพยนตร์ และ ละคร นั้นซาคุทาโร่ถูกความทรงจำและอตีดของตนเองกักขังและทำร้ายมากกว่าในต้นฉบับ ความจริงแล้วในต้นฉบับนั้นจะไม่มีซาคุทาโร่ตอนแก่ให้เราเห็น (ในฉากสุดท้ายของต้นฉบับซาคุทาโร่ตอนโตไม่น่าจะมีอายุเท่ากับในภาพยนตร์และละคร) ในต้นฉบับจะมีเพียงซาคุทาโร่ในสองช่วงเวลาคือชีวิตก่อนพบอากิ และ ชีวิตหลังไม่มีอากิ ส่วนในภาพยนตร์และละครจะแบ่งแยกอย่างชัดเจนว่าเป็น อดีต กับ ปัจจุบัน แต่ในละครนั้นก็จะมีแฟลชแบ็คเข้ามาบ่อย ๆ ดังนั้นในฉบับภาพยนตร์ และ ละคร นั้นเราจะเห็นได้ชัดเลยว่าซาคุทาโร่นนั้นยังคงจมปลักอยู่กับอดีต และ มีความรู้สึกค้างคาใจมานานแสนนาน สิ่งที่ปลดปล่อยเขาออกจากพันธนาการได้ก็คือ ข้อความจากอากิ ที่มาในรูปแบบที่ต่างกัน ในฉบับภาพยนตร์จะเป็นเทปม้วนสุดท้าย ส่วนละครจะเป็นสมุดภาพ
อัฐิ / ใจกลางโลก - ที่สุดท้ายที่อากิต้องการจะไปอยู่ นั่นก็คือ อูลูรู ในออสเตรีย แต่ซาคุทาโร่ก็ไม่เคยได้พาเธอไปที่นั่น ซาคุยังคงเก็บอัฐิของอากิซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสุดท้ายว่าเธอเคยมีชีวิตอยู่ไว้กับตัวตลอดเวลา เขาไม่เคยปลดปล่อยเธอออกไปจากใจ เขากลัวว่าเธอจะตายจากเขาไปจริง ๆ แต่ในเมื่อซาคุทาโร่รู้ว่า ใจกลางโลก ที่แท้จริงคืออะไรนั้น เขาก็ไม่ฉุดรั้งอากิอีกต่อไป แม้ว่าทั้งสามฉบับ สถานที่สุดท้ายที่ซาคุโปรยอัฐิจะแตกต่างกัน แต่ก็มีความหมายใกล้เคียงกัน (แต่ก็ยังสงสัยในฉบับภาพยนตร์ว่า... ตกลงซาคุยัง 'น้ำเต็มแก้ว' อยู่หรือเปล่า)
แท้ที่จริงแล้วยังมีอีก แต่ผู้เขียนทำตกหล่นไปหลายส่วน หรือไม่ขอพูดถึง (เช่น ตัวของซาคุและอากิ , ครอบครัว ฯลฯ) รวมทั้ง รายละเอียดใหม่ ที่ไม่มีในต้นฉบับแต่เกิดจากการดัดแปลงเล็กน้อยในฉบับภาพยนตร์ และ ฉบับละครก็นำมาพัฒนาอีกที (ยกตัวอย่างเช่น ฉากฝนตกทั้งหลายแหล่ในละคร เป็นต้น)
แต่ไม่ว่ารายละเอียดเล็กน้อยจะแตกต่างกันเท่าไหร่ก็ตามสิ่งเดียวที่ทำให้มันเป็น crying out love in the center of the world ก็คือ ความรักที่ไม่มีทางสมหวังของมัตสึโมโตะ ซาคุทาโร่ และ ฮิโรเสะ อากิ ความโศกเศร้า ความอาลัย และ ความเจ็บปวด ยังคงทำให้เขาคอยเพรียกหาเธออยู่ตลอดเวลา นั่นเอง
Trivia
- ทั้งฉบับภาพยนตร์ และ ละคร ต่างก็ได้รับการเข้าชิงและกวาดรางวัลมากมาย ภาพยนตร์ได้ชิงรางวัลงาน Japanese academy ถึง 11 รางวัล ได้มา 4 ส่วนฉบับละครกวาดไป 9 รางวัล รวมถึง ละครยอดเยี่ยม ในงาน Television academy ของญี่ปุ่น
- ในงาน Japanese academy ทาคาโอะ โอซาวะ ที่เล่นเป็นซาคุทาโร่ตอนโตในภาพยนตร์ กลับถูกส่งชื่อเข้าชิงรางวัลจากภาพยนตร์เรื่อง 'Gege' (มิลค์ไวท์ รักเธอสุดหัวใจ) ที่เข้าฉายในปีเดียวกัน ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมแทน (อ้าว)
- เพลงประกอบภาพยนตร์และละครต่างก็ขายดีทั้งคู่ โดยที่เพลง Hitomi wo tojite ที่ประกอบภาพยนตร์จะร้องโดย Hirai Ken เป็นตัวแทนฝ่ายชาย (ซาคุทาโร่) ที่พูดถึงความโศกเศร้าและความสูญเสีย ส่วนเพลง Katachi arumono ของ Shibasaki Kou (เธอแสดงเป็น ริทสึโกะ ในฉบับภาพยนตร์ด้วย) จะเป็นตัวแทนของฝ่ายหญิง (อากิ) ที่พูดถึงความเศร้าที่ต้องจากกันแต่ก็จะเป็นกำลังใจและเชื่อมั่นในตัวอีกฝ่ายจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้
- นอกจาก Crying out love , In the center of the world แล้วยังมีวรรณกรรมอีกมากมายที่ถูกนำมาสร้างเป็นอะไรต่อมิอะไร ซึ่งถือว่ากลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เช่น Ring (ภาพยนตร์,ละคร,การ์ตูน,เกม) , One missed call (ภาพยนตร์,ละคร,การ์ตูน) , Densha Otoko (ภาพยนตร์,ละคร,การ์ตูน) ,Be with you (ภาพยนตร์, ละคร) และ อื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งแต่ละอย่างนั้นก็ใช่ว่าจะต้องมีเนื้อหาของเรื่องเหมือนกันหมด บางครั้งก็ถึงไว้เพีงแค่โครงเรื่องหลักคร่าว ๆ เท่านั้น
เรื่องราวอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกันในบลอคของผม
เพลงประกอบ Hitomi wo Tojite
เพลงที่ไม่มีชื่อ
ป.ล. ฉบับมีภาพประกอบอาจจะตามมาเร็ว ๆ นี้
Tags: japan, love, movie1 Comments
#1 By .-+^melody^+-. on 2006-07-22 13:35