ค้นหารีวิวหนังและอื่น ๆ ในบลอคนี้

ต ้องขอบอกเลยว่าไม่เคยแม้แต่ที่จะได้ยินชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้มาก่อนจนกระทั่ งนิตยสารฝรั่งเศสรายหนึ่งยกเรื่องนี้ให้ติดหนึ่งในอันดับ 10 หนังยอดเยี่ยมของนิตยสารเขา
Shara หรือชื่อเต็มว่า Sharasouju (沙羅双樹) ผลงานเขียนบทกำกับของคาวาเสะ นาโอมิ ที่ผมก็ไม่เคยได้ยินชื่อเหมือนกัน
เมื่อเริ่มดูหนังเรื่องนี้ก็พบกับความเป็นหนังญี่ปุ่นจ๋าทันที
นิ่ง เงียบ เรียบ เฉียบ
กล้องจับไปยังภาพรอบ ๆ สถานที่แห่งนึงซึ่งเราได้ยินเสียงเด็กชายสองคนดังแว่วแต่ไกล
จนกล้องเดินไปตามเสียงนั้น และตอนนั้นเองเด็กผู้ชายคนหนึ่งก็วิ่งออกไปให้เด็กอีกคนหนึ่งวิ่งตาม
"เคย์ จะไปไหนนะ"
"อื๋อ ?"
กล้องจับภาพไล่ตามหลังเด็กชายไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายสุดขอบทางเด็กชายที่วิ่งไล่ตามก็หยุดพร้อมหันเหลียวหาคนที่เคยวิ่งอยู่เบื้องหน้า
เขาได้หายไปแล้ว หายไปอย่างไร้ร่องรอย เพียงพริบตา
"ชุน... เคย์ไปไหนนะ"
"...."
"ชุน"
"เขาหายไปแล้ว"
นี่คือบทเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้
นับต่อนั้นมาอีกสิบกว่าปี ถนนสายเดิมนั้นก็ได้มีจักรยานวิ่งผ่านมา
ชุนกำลังขี่จักรยานโดยให้ยู เพื่อนสาวยืนซ้อนท้ายหลังจากแวะส่งเธอแล้วเขาก็ตรงกลับบ้าน
เด็กผู้ชายตอนนั้นบัดนี้ดูเงียบขรึม ไร้การแสดงออกใด ๆ
คงเป็นเพราะเคย์พี่น้องร่วมท้องหายไปตั้งแต่วันนั้น

แต่ประเด็นสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องราวตามหาพี่น้องพลัดพราก เรื่องราวลึกลับชวนหวั่น หรือ เรื่องราวลึกซึ้งกินใจ
มันคือเรื่องราวธรรมดาของครอบครัวหนึ่งและคนรอบข้าง ที่ให้เราเป็นผู้เฝ้าดู
นารา เมืองเล็ก ๆ ที่ผู้คนต่างอาศัยอยู่อย่างเรียบง่าย
หลายครั้งที่ความเรียบง่ายของชีวิตผู้คนต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง
และ ทุกคนก็ต้องยอมรับมัน
การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างมักเข้ามาอย่างไม่คาดฝันอย่างเช่นตอนต้นเรื่อง
เมื่อในวันหนึ่งมีตำรวจเข้ามาหาบอกว่าพบเคย์แล้ว...
(ในภาพยนตร์ไม่ได้บอกว่าเป็นหรือตาย แต่ในมุมมองของผมคิดว่าเป็นอย่างหลัง)
ทำให้ทั้งครอบครัวที่กำลังทำใจมาทั้งชีวิตต้องเริ่มสั่นคลอน
โดยเฉพาะ ชุน ที่ดูยังไงก็เป็นคนเก็บตัวจากโลกภายนอก ไม่ตอบสนองใด ๆ
ปิดกั้นและปิดบัง
อารมณ์แบบนี้เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็ต้องเคยเป็นเพียงแต่ว่าจะชั่วครู่หรือนิรันด์?
ต่างจาก ยู ที่สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข
(ฉากซ่อมรองเท้าที่ยูและแม่หัวเราะด้วยกันอย่างร่าเริง ส่วนชุนได้แต่มองอยู่ห่าง ๆ ราวกับว่าเป็นอารมณ์ที่เขาไม่อาจเอื้อม)
สิ่งที่เราสามารถทำได้ก็เพียงแค่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ
ดังเช่นความมืดก็ต้องพบเห็นแสงสว่าง แม้ว่าพระอาทิตย์จะลับฟ้าเผชิญกับความมืดที่น่าหวาดหวั่นแต่ก็ยังมีแสงสว่างในตัวเอง

ไคล์แมกซ์ของเรื่องคงไปพ้นฉากเทศกาลบาซาร่าที่เป็น long shot ไม่มีการตัดภาพเลย
ทุกคนกำลังส่องสว่าง ทุกคนยิ้มแย้ม แม้กระทั่งชุน
ทาขุ พ่อของชุนกล่าวปิดท้ายงานนี้ว่า
ทุกคนต่างก็มีแสงสว่างในตนเอง และ รอเวลาที่เจิดจรัส
นั่นก็คือ หากแสงสว่างนั้นอยู่คู่กับตัวเรา ความมืดใด ๆ ก็ไม่อาจจะกลืนกินเราได้
หากเพียงแค่เรายอมรับแสงสว่างในตัวเราเอง เราก็สามารถที่จะเจิดจรัสได้
และ สุดท้ายทุกคนก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ กับชีวิตใหม่ รวมถึงตัวของชุนเอง
ช้า ๆ แต่มั่นคง และ ตลอดไป

ห มายเหตุ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ไม่มีภูมิคุ้มกันหนังญี่ปุ่น เพราะมันนิ่งเงียบจริง ๆ แถมพูดน้อย แสดงออกเยอะ น้อยครั้งที่จะได้ยินเสียงดนตรีประกอบฉาก และคุณอาจจะพลอยหลับได้
แต่ก็เพราะการที่หนังนิ่งเงียบอย่างนี้ หากคุณได้ดูก็ขอให้คุณสังเกตุทุกตัวละครทุกความคิดทุกการะทำด้วยตัวคุณเอง

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ตอนนั้นดูเรื่องนี้แล้วรู้สึกดูไม่รู้เรื่องเลยง่ะ
ภูมิคุ้มกันหนังญี่ปุ่นพอจะมีบ้าง แต่..ไม่มีภูมิคุ้มกันกล้องพลิ้วไหว T_T

#1 By SkySeries (202.28.180.130 /10.7.55.72) on 2006-12-28 01:01