SHEPHERD

posted on 12 Feb 2015 16:47 by nighty in Fiction

ตึก

ตึก

ตึก... ตึก....

เสียงหัวใจยังเต้นอยู่

ท่ามกลางความอื้ออึงที่ยังคงอยู่ในหู เสียงที่ยินชัดเจนที่สุดคือเสียงหัวใจ

ต่อมาก็เสียงที่เรียกของใครบางคนที่ไก้ยินจากที่ห่างไกล

คีฟ... คีฟ...

ภาพที่เห็นนั้นยังคงมีแต่ความมืด ราวกับอยู่ในโลกแห่งความฝัน อยู่ในโลกแห่งภวังค์ สรรพเสียงรอบกายนั้นช่างแรวเบานาวกับว่าเขาจมอยู่ใต้ผืนน้ำ

คีฟ... คีฟ....

ท่ามกลางสรรพเสียงที่ขุ่นมัวยังคงมีเสียงหนึ่งที่ลอดเข้ามาอย่างเด่นชัด ในตอนนั้นเขาเริ่มนึกออกว่านั่นเป็นชื่อของเขาเอง

"คีฟ!" เยอรมันเชพเพิร์ดหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นจากภวังค์ สิ่งที่มันทำเป็นอย่างแรกคือหันไปสำรวจรอบกาย มันจำได้ว่าก่อนที่มันจะหลับตาที่นี่เคยเป็นตลาดปนะจำหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน ทว่าตอนนี้ทุกสิ่งกลับว่างเปล่าเหล่อเพียงแค่ซากปะรักหักพังแลัวก็... เลือด

ถึงแม้ว่าจะมีแผลอยู่ที่ตรงลำตัวของมัน มันก็พยายามท่่จะยกตัวขึ้นและชำเลืองคอมองหาอะไรบางอย่าง

"คีฟอยู่นิ่งๆ" เสียงคนขเางกายสั่ง แต่มันไม่หยุดสิหนำซ้ำมันยังส่วเสียงเห่าเสียงดัง

"คีฟ!"มเสียงเห่ายังดังเรื่อยๆ และมันก็ออกวิ่ง เจ้าของเสียงพยายามที่จะหยุดมันแต่ด้วยบาดแผลที่มีแค่จะขยับก็ลำบาก

"คีฟ พอได้แล้ว!" เสียงนั้นตะโกนเริ่มเหมือนจะร้องไห้

เสียงเห่ายังคงดังต่อไป สุนัขร่างใหญ่ที่แบกบาดแผลไว้ยังคงวิ่งวนไปทั่วราวกับไม่รู้ถึงความเจ็บปวด

ผ่านกองเชือดและกองซากกองซากอันแล้วอันเล่ามันยังคงเห่าต่อไป

"พอได้แล้ว..." ในที่สุดผู้พูดก็ทน/ชไม่ไหว แสดงสีหน้าเหยเกและร้องไห้ออกมาก่อนที่จะเอ่ยด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยว

"หมอนั้นมันตายไปแล้ว..."

เสียงเห่ายังคงดังต่อไป

 

2

 

ช่างน่าขันเหลือเกินที่เราสามารถเปลี่ยนที่ไหนให้กลายเป็นสนามรบก็ได้ แต่สนามรบไม่สามาารถที่จะเปลี่ยนกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ บางครั้งมันก็เหมือนกับน้ำที่เปลี่ยนสถานะกลายเป็นไอ กว่าเราจะรู้ตัวมันก็สายไปเสียแล้ว

แต่ถึงกระนั้น เหล่าผู้คนก็ยังคงมีความหวัง พยายามอย่างสุดกำลังเพื่อปกป้องความสงบสุขที่เหลืออยู่ แม้ว่าราคาที่ต้องจ่ายคือขีวิตแล้วชีวิตเล่า

เมื่อมันมาประจำการที่นี่ ที่นี่ก็ได้กลายเป็นสนามรบที่เปลือกนอกเป็นสับคมธรรมดา ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่ยี่หระแต่ทว่าไม่มีความเลือก พวกเขาไม่สามารถหยุดการดำเนินชีวิตได้ หากทุกคนกลัวและต้องมัวแต่หลบอยู่ในบ้าน บางทีความตายอาจจะมาถึงเร็วกว่าลูกกระสุนเสียอีก

ภัยที่ทุกคนหวาดกลัวที่สุดก็คือระเบิด ไม่มีการแจ้งเต่อน ไม่มีเสียงกรีดร้องนำทาง มีเพียงเสียงดังกึกก้องของแรงดันที่ปะทะกับอากาศและทำลายทุกสิ่งโดยไม่สนใจใครหน้าไหน และนั่นเป็นหน้าที่ของเจาที่จะต้องค้นหาและหยุดมัน

มันยังจำได้ถึงกลิ่นของวัตถุอันตรายนานาชนิดที่มันเคยได้ดมเมื่อครั้งการฝึก คำสั่งที่ป้อนมาคือให้ส่งเสียงทุกครั้งเมื่อสัมผัสได้ถึงิ่นอันตรายเหล่านั้น และที่ผ่านมามันก็ทำได้อย่างน่าพอใจ

ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่มือหนึ่งแต่ฝีมือของมันก็ไม่เคยทำให้ทุกคนผิดหวัง ดังนั้นมันจึงเป็นที่ไว้วางใจในหน่วยงานของมัน รวมถึงได้ปฏิบัติภารกิจที่หลากหลายมากมาย

คนที่ควรได้รับคำชมไม่แพ้กันก็คือนายของมัน นายทหารอายุสามสิบกว่าที่อยู่กับมันมาตั้งแต่จำความได้ มันเองก็ไม่รู้รายละเอียดอะไรเกี่ยวกับนายของมันมากนักเพียงแต่มันจำได้เสมอถึงรอยยิ้มที่มาพร้อมกับรอ้วรอยบนใบหน้า หนวดเคราพรอมแพรมที่ไม่เคยโกนให้เรียบร้อย และมือใหญ่สากที่สัมผัสขนของมันอย่างอ่อนโยน

 

ตั้งแต่ที่มันพอจำความได้ก็คือการฝึกฝนและหน้าที่ภารกิจ เจ้านายเคยบอกกับมันไว้ว่าแต่ละคนมีชีวิตและหน้าที่ที่ต่างกัน มันเพิ่งเข้าใจตอนที่เห็นสุนัขตัวอื่นที่สช้ชีวิตธรรมดาในขณะที่มันกำลังเดินทางไปปฏิบัติงาน นั่นคงเป็นสิ่งที่เจ้านายต้องการจะบอกมัน ถึงแม้ว่าชีวิตอาจจะไม่สุขสบายแต่การทำเช่นนี้แล้วก็ทำให้ชีวิตของมันได้มีความหมาย

 

ชื่อ คีฟ นี่เองก็เป็นช่่อที่เขเานายตั้งให้ มันไม่รู้ความหมายของชื่อนี้เพราะเจ้านายไม่เคยบอก บางคนก็เรียกเพี้ยนเป็น เคฟ หรือ คิฟ แต่มันก็พอจะเข้าใจได้ว่าคนเรียกถึงมัน มันเป็นสุนัขที่มีไหวพริบและฉลาด ทำให้ทุกคนนั้นเอ็นดูมัน

 

ทุกครั้งที่เสียงของเจ้านายเรียกชื่อมัน สันจะสะท้อนกังวาลอยู่ในหูและมันก็จะรีบวิ่งไปหาเสียงนั้นโดยทันที สำหรับมันแล้วเจ้านายเปรียบเสมือนผู้นำทาง เป็นชีวิตที่มันขาดไม่ได้ ถึงแม้มันจะเห่งกาจแค่ไหนแต่หากขาดการชี้ทางและคำสั่งสอนของเจ้านายมันก็เป็นเพียงสุนัขธรรมดาตัวหนึ่งเท่านั้นเอง

 

จนถึงตอนนี้เสียงของเจัานายที่เรียกมันก็ยังคงก้องกังวาลอยู่ในหัว เป็นเหมือนเสียงสะท้อนที่ได้ยินไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่

 

3

 

 ทหารหนุ่มคนหนึ่งยังคงนั่งจมอยู่ในห้วงความคิด

เขากำลังนั่งรออยู่ม้านั่งหน้าห้องพักของสัตวแพทย์ที่โรงพยายาลสัตว์แฟ่งหนึ่ง มีผู้คนเดินผ่านเขาไปครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่คนที่เขาค้องการพบ เขาไม่ชำเลืองตามามองเลยด้วยซ้ำ

 

แม้ว่าท่าทีภายนอกจะสงบนิ่ง แต่ภายในยังสับสนหลังจากเกิดเหตุการณ์ระเบิดครั้งใหญ่ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายคนทั้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ ยิ่งไปปกว่ายั้นสิ่งที่เสียไปนอกจากชีวิตก็คือความสงบสุขและมีสิ่งที่เข้ามาแทนที่ก็คือความกลัวที่กำลังก่อตัวเข้ามาในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ

 

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น หน่วยงานกู้ภัยก็อยู่ในสภาวะที่หดหู่แต่ทุกอย่างก็ต้องเดินหน้าต่อไป หากเสียขวัญและกำลังใจก็เป็นการเปิดช่องว่างให้ศัตรู ทุกคนจึงได้แต่เก็บความรู้สึกโศกเศร้าเสียใจไว้ภายใต้เปลือกนอกที่เข้มแข็งและดำเนินหน้าที่ของตนต่อไป

 

แต่พอเอาเข้าจริงแล้วมันทำได้ยากเหลือเกิน

 

สำหรับหน่วยสื่อสารอย่างเขาผู้ที่ต้องถ่ายทอดเหตุการณ์และความรู้สึกจากผู้คนส่งต่อไปยังหน่วยงานแล้ว มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยยิ่งไปกว่านั้นยิ่งเป็นเรื่องของคนที่ใกล้ชิดด้วยแล้ว เขาได้แต่กล้ำกลืนความรู้สึกไม่ให้แสดงออกมา ห้ามเอาความรู้สึกส่วนตัวมาปนกับงานเด็ดขาด นี่คือสิ่งที่พวกเขาได้รับการสั่งสอนอยู่เสมอ

 

หมอนั่น เป็นเพื่อนรักของเขาเอง แม้ว่าจะไม่ใช่คนแรกที่เขาได้เจอหรือเป็นคนที่สนิทที่สุด แต่ก็สามารถพูดได้ว่าเป็นเพื่อนคนสำคัญที่ผ่านเหตุการณ์มากมายมาด้วยกัน หมอนั่นเป็นสหายร้วมศึกที่เก่งกาจและพึ่งพาได้ หมอนั่นมักจะออกปฏิบัติการณ์กับเจ้าสุนัขพันธุ์เชพเพิร์ดคู่ใจและสามารถกอบกู้สถานการณ์ได้ หลายต่อหลายครั้ง

 

เพียงแต่ครั้งนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตรเพราะแทนที่มันจะจบลงด้วยการเก็บกู้ระเบิดอย่างสมบูรณ์และก็กลับไปพักกันตามปกติมันกลับมีกับดักทำให้เกิดความสูญเสียที่ไม่มีใครคาดฝัน

 

แม้เหตุการณ์ในตอนนั้นจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแต่เมื่อนึกย้อนกลับไปทุกอย่างดำเนินไปอย่างเชื่องช้าจนเขาสามารถมองเห็นมันได้ทึกรายละเอียด เพียงแต่ว่าต่อให้ภาพที่เล่นซ้ำในหัวจะช้าแค่ไหนมันก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อยู่ดี

 

เขายังจำได้ ภาพของสุนัขเชพเพิร์ดที่วิ่งเข้าไปหาเจ้านาย ก่อนที่เขาจะได้อ้าปากส่งเสียงห้ามมันก็วิ่งไปไกลกว่าที่เขาจะส่งเสียงเรียกออกไป และในตอนนั้นเองเสียงระเบิดก็ดังลั่นดับทุกสรรพเสียง มีเพียงภาพสีขาวที่สว่างวาบเข้าตาก็ที่ทุกอย่างจะกลายเป็นจุล

 

ถึงแม้จะอยู่ในรัศมีที่ปลอดภัยแล้วแตาก็บังโดนแรงระเบิดกรุแทกอย่างจัง เขายังรู้สึกโดนอะไรที่ลอยมากับแรงระเบิดกระแทกเข้าที่ลำตัวอีกด้วย ส่วนเจ้าเชพเพิร์ดที่วิ่งเข้าไปหาระเบิดนั้นย่อมบาดเจ็บมากกว่าทั้งแรงระเบิดและแรงกระแทกทำให้มันบาดเจ็บสาหัสเขายังนึกอัศรรย์ใจที่มันสามารถลุกขึ้นมาวิ่งแบบนั้นได้

 

"อา คุณ..."

มีเสียงเรียกทหารหนุ่มดังขึ้น เขาจำเสียงได้จึงหันมองและลุกขึ้น ผู้ที่เรียกคือสัตวแพทย์ผู้เป็นเจ้าของไข้เยอรมันเชพเพิร์ดตัวนั้นนั่นเอง

"ขอโทษที่รบกวนนะครับคุณหมอ" ทหารหนุ่มเอ่ยอย่างสุภาพ การมาพบสัตวแพทย์ท่านนี้เป็นการพบปะนอกรอบเป็นการส่งนตัว เขาไม่อยากแสดงท่าทีอะไรที่ตามกฏระเบียบมากนัก เขาเหนื่อยเห

ือเกิน

"อา ไม่เป็นไรครับ" สัตวแพทย์ที่สูงวัยกว่าตอบกลับ ในแววตามีความเหน็ดเหนื่อยแต่ยังแสดงสีหน้าเป็นมิตรผ่านรอยยิ้มที่มีริ้วรอยประปราย

"ผมจะมาคุยเรื่องที่คุยกันวันก่อน..." ทหารหนุ่มพูดยืดตัวตรง สัตวแพทย์ได้ยินเช่นนั้นก็ตอบรับเบาๆ

"ที่คุยกันเรื่องเขา ตัดสินใจได้สินะครับ"

"ครับ" ทหารหนุ่มตอบรับน้ำเสียงยังคงเอ่ยต่อโดยไม่ม่ความลังเลผิดจากแววตาที่สั่นคลอน

"กรุณาการุณฆาตมันด้วยเถอะครับ"

 

 

4

 

ถึงแม้ว่าหลังจากเหตุการณ์ระเบิดจะวิ่งได้ปร๋อ แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้แข็งแรงแบบนั้น

อวัยวะภายในบาดเจ็บ มีเลือดคั่งข้างใน และการขยับตัวอย่างรวดเร็วเช่นนั้นยิ่งทำให้อาการบาดเจ็บแย่ลงเข้าไปใหญ่

อาการที่เหมือนคนคลั่ง ความสุขุมที่เคยมีโดนพัดปลิวหายไปหมดต้องลำบากน่าดูกว่าจะพาตัวมันไปส่งโรงพยาบาลได้

การผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดีแต่ว่าหลังจากนั้นมันยังไม่ตื่นขึ้นมาเลย

อวัยวะ_ายในบาดเจ็บ มีเลือดคั่งข้างใน แล้วต่อด้วยระบบการทำงานในร่างกายล้มเหลว

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันกำลังต่อสู้กับความเจ็บปวดมากแค่ไหน ไม่ใช่เพียงแค่เผลอเหวอะตรงลำตัวแต่รวมถึงความเจ็บปวดจากอาการภายเจ็บในร่างกาย

เขารู้ดีว่าถึงแม้จะเจ็บปวดแต่มุนก็กำลังต่อสู้อย่างเต็มที่แต่ในสายตาของเขามองว่ามันเป็นการต่อสู้ที่เปล่าประโยชน์เหลือเกิน

แค่ความเจ็บปวดที่ต้องเผชิญก็ทรมานมากพออยู่แล้ว แล้วหลังจากนะ้นเล่ามันจะเป็นเช่นไร แน่นอนว่ามันไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้อีกต่อไป หลังจากหายดีแล้วมันคงจะถูกส่งไปยังให้ผู้รับเลี้ยงและมีชีวิตที่ผาสุข แต่ว่ามันก็ยังป่วยอยูา ถึงแส้จะออกจากโรงพยาบาลไปเว ชหมอก็บอกว่านะบบของร่างกายมันอาจไม่กลับมาทำเป็นปกติ

และที่นำคัญคือเรื่องขอวเจ้านายมัน เขาไม่แน่ใจเลยว่ามันจะเข้าใจความตายของมนุษย์ไหม มันจะยังคงวิ่งหาเจ้านายที่หายไปต่อหย้าต่อตามันคนนั้นหรือเปล่า หากเป็นเช่นนั้จมันคงเป็นภาพที่น่าเศร้าเหลือเกิน ถึงแม้ว่าต่อมาเมื่อมันได้รับผู้รับเลี้ยงใหม่ มันอาจจะลืมเรื่องของเจัานายคนเก่าไปได้แต่สำหรับเขาแล้วมันเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจไม่แพ้กัน

 

หลังจากวันนั้นที่สัตวแพทย์ได้ชี้แจงรายละเอียดทั้งหมด เขาก็กลับมานั่งคิด จากเอกสารที่มีเขาเอยู่ในรายชื่อของ "ผู้มีอำนาจตัดสินใจแทน" ในกรณีที่เจ้าของสัตว์ไม่สามารถตัดสินใจได้ ไม่มีใครที่อยากรับหน้าที่เข่นนี้หรอก ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าไม่มีใครประนามต่อการตัดสินใจของเขา แต่ในความเป็นจริงแล้วคนที่จะต้องอยู่กับการตัดสินใจไปตลอดชีวิตมีเพียงตัวเขาเพียงคนเดียว

 

....

 

สัตวแพทย์พยักหน้าเล็กน้อยก่อนที่จะบอกกับทหารหนุ่มว่าเชิญไปที่ห้องคนไข้ เมื่อเข้าไปก็พบว่ามันเป็นผู้ป่วยตัวสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ ทหารหนุ่มทำท่าว่าจะเดินเข้าไป แต่สัตวแพทย์ก็ได้ห้ามเอาไว้ เมื่อทหารหนุ่มรู้ตัวว่าเขาไม่ควรเดินเข้าไปในนั้นก็ถอยหลังออกมา มองสุนัขพันธ์เยอรมันเขพเพิร์ดที่กำลังนอนหลับอยู่ในกรง

เขาเคยได้ยินเรื่องที่สุนัขสามารถฝันได้ เมื่อมายืนมองอย่างนี้เขาก็คิดว่าถ้านายฝันได้ นายจะฝันถึงอะไรกันนะและในความฝันนั้นนายจะลืมความเจ็บปวดที่มีอยู่ไหม

ในตอนนั้นเองก็มีเสียงดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ทหารหนุ่มตกใจและหันไปมองบังต้นเสียง ดูเหมือนว่ามันจะเกิดอาการละเมอ ตัวของสันกระตุกและตะกุยขาขึ้นไปในอากาศเหมือนกำลังวิ่งก่อนที่จะสงบลง

"เขามักมีอาการแบบนี้บ่อยๆ" สัตวแพทย์พฟุดขึ้น ก่อนที่จะอธิบายเพิ่มเติมว่ามันไม่มีผลกระทบต่อบาดแผลเท่าไหร่นักเพราะกรงเองก็กว้างพอทำให้ตอนมันละเมอไม่ไปกระแทกกับกรงจนบาดเจ็บ

"ผมสงสัยว่ามันกำลังวันถึงอะไรอยู่นะ" อยู่ดีๆ ทหารหนุ่มก็พูดขึ้นมา สัตวแพทย์ที่อยู่ข้างๆ ไม่ออกความเห็นแต่อย่างใด

ถ้าฝันว่าได้เจอหมอนั่นก็คงดี

เขาเอ่ยประโยคสุดท้ายกับตัวเองในใจ

 

5

สารภาพตามตรง มันไม่เข้าใจว่าความตายคืออะไร

ความหิวมันเข้าใจเพราะมันต้องเจอทุกวัน ความเจ็บป่วยมันเข้าใจ ความเหงามันเข้าใจ และมันก็เข้าใจความสุขเช่นกัน

แต่จนถึงตอนนี้มันยังไม่เข้าใจกับคำว่าความตายเท่าไหร่นัก

เพราะว่ามันเป็นสุนัขทหาร มันจึงเพ่งความสนใจให้แก่เรื่องงานและหน้าที่ ผู้คนหรือสัตว์ที่มันพบเจอเมื่อเข้ามาก็ลาจากไปเป็นเหมือนกับเรื่องปกติ

มันจำกลิ่นของสิ่งของอันตรายได้ จำกลิ่นของผู้คนได้ จำกลิ่นของเจ้านายได้ แต่กลิ่นของชีวิตที่เปลี่ยนเป็นความตายมันไม่เคยได้สัมผัส อันที่จริงมันอาจไม่มีเวลาเข้าใจด้วยซ้ำ

และตอนนี้มันก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมเจ้านายของมันถึงหายลับไปตาอหน้าต่อตา

แม้จะเห่าหอนเรียกหาอย่างไรก็สัมผัสกลิ่นของเจ้านายไม่ได้อีกเลย มีเพียงกลิ่นอันตรายผสมกับกลิ่นที่คุ้นเคยลอยละล่องไปทั่ว หรือว่านี่จะเป็นกลิ่นของความตายกันนะ?

 

เมื่อมันเปิดตาขึ้นมันก็เห็นที่นี่อีกครั้ง สถานที่ที่มันเห็นครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อหลับตาลง พื้นที่สีน้ำตาลกว้างสุดสายตา มีเพียงผืนดินและผืนทรายและท้องฟ้าไร้เมฆที่พระอาทิตย์ส่องแสงอย่างเต็มกำลัง

ถึงจะไร้ลมเย็นหรือร่มกำบัง มันก็ไม่รู้สึกถึงความร้อนเลยซักนิด มันค่อยๆก้าวขาวิ่งไปเรื่อยๆ น่าแปลกเหมือนกันทั้งๆที่ไม่รู้ว่าทางที่มันวิ่งนั้นจะพามันไปที่ไหนแต่มันก็ยังคงก้าวออกไปอย่างไม่ลังเล

มันแค่รู้สึกว่าต้องวิ่งไปทางนี้ เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเรียกมัน แม้ว่าแท้ที่จริงแล้วจะไม่มีเสียงอะไรเลย

ที่ได้ยินมีเพียงความเงียบ แม้กระทั่งฝีเท้าที่ก้าววิ่งยังไม่เปล่งเสียงใดๆออกมา

น่าแปลกที่ต่อให้มันจะวิ่งนานแค่ไหนมันก็ไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อยและนั่นทำให้มันยิ่งเร่งฝีเท้ามากขึ้นไปอีก

 

ตอนนั้นเองที่มันเริ่มสัมผัสได้ถึงสายลม สัมผัสได้ถึงไออุ่น สัมผัสได้ถึงลมหายใจที่ออกมา สัมผัสได้ถึงพื้นผิวที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า และสัมผัสได้ถึงเสียงเต้นของหัวใจ

ไม่รู้ว่ามันวิ่งไปนานเท่าไหร่ในที่สุดที่สุดขอบสายตามันก็เริ่มเห็นอะไรบางอย่าง มันไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรเพราะมันไม่เคยเห็นมาก่อน รู้ว่าเป็นเกียงแค่แสงอันอบอุ่นสบายตา แม้แสงนั้นจะส่องเข้ามาตรงๆ แต่นั่นก็ไม่ทำให้มันเคืองตาแต่อย่างใด

จากนั้นมันก็วิ่งเข้าไปในแสงนั้นเรื่อยๆ จนเรามองไม่เห็นมันอีก

 

 

 

6

 

อา...

 

สิ่งที่มันทำแต่แรกเมื่อลืมตาขึ้นมาก็คือการเปล่งเสียง

มันรู้สึกมีอะไรบางอย่างผิดปกติกับร่างกายมัน ถ้าจะให้พูดมันไม่น่าจะเรียกว่า "ผิดปกติ" แต่เรียกว่า "เปลี่ยนไป" มากกว่า

ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่กันแต่กลับไม่มีความรู้สึกหวาดกลัว ห้องเล็กๆ ที่ผนังทำจากไม้สีน้ำตาลอ่อนกับเตียงเดี่ยวสีขาวและก็ประตูหนึ่งบาน คือสิ่งที่เขายังเกตเห็นในตอนแรก

หลังจากสำรวจสภาพแวดล้อมว่าไม่มีอะไรอันตราย มันก็เริ่มหันมาสำรวจตัวเองบ้าง ความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้นในใจทั้งที่มันรู้อยู่ว่าบัดนี้ร่างกายนี้ไม่ใช่ร่างกายเดิมของตัวเอง แต่ก็รู้สึกเคยขินกับร่างกายนี้ราวกับว่าได้มีมันมาตั้วแต่เกิด

 

เมื่อได้ลองมองอย่างถี่ถ้วนแล้วมันก็อดประหลาดใจกับความแตกต่างของร่างกายเดิมกับร่างกายใหม่ไม่ได้

 

โครงสร้างร่างกายจากเดิมที่เป็นสัตว์สี่เท้าในตอนนี้กลายมีรูปร่างยืนได้ด้วยสองขาะมีแขนสองแขน ขนที่เคยขึ้นตามลำตัวในตอนนี้ก็ปรากฏขึ้นที่แค่บางจุด เมื่อลองเอาสองมือคลำส่วนหัวของตนก็พอเข้าใจโครงสร้างใบหน้าคร่าวๆ จนทำให้มันเข้าใจว่าร่างกายที่มันมีอยู่ตอนนี้เป็นร่างกายของมนุษย์นั่นเอง

 

ไม่ใช่เพียงแค่ร่างกายเท่านั้นที่มันได้มาแต่ยังรวมถึงสัญชาติญานและความรู้สึกนึกคิดบางอย่างอีกด้วย

 

ร่างกายของมันเปลือยเปล่าเมื่อหันไปทั่วห้องเกื่อหาเสื้อผ้าห่มกายก็พบสิ่งที่จะเป็นเสื้อผ้าวางไว้อยู่ เมื่อสำรวจแล้วก็พบเสื้อผ้ามั้งหมดสี่ชิ้นและมันเองก็สามารถใส่ตามลำดับได้หมดอย่างครบถ้วนและทุกชิ้นพอดีกับร่างกายของตน

 

หลังจากแต่งตัวเสร็จแล้วมันก็ยืนนิ่งราวกับต้องการให้เวลากับตัวเอง แท้ที่จริงแล้วมันก็ไม่รู้หรอกว่าเกิดขึ้นอะไรกับตัวเองหรือว่าสถานที่นี้อยู่ที่ไหน ทุกอย่างเกิดจากเหตุและผลอะไร มันขยับไปตามสัญชาติญาณและความรู้สึกที่มันคิดว่าควรจะทำ

 

หลังจากนั้นมันควรทำอะไรต่อดีล่ะ

 

สายตาของมันจับจ้องไปที่ประตูบานเดียวที่อยู่ตรงหน้า ไม่สามารถสัมผัสได้เลยว่าเบื้องหลังประตูนั้นจะมีอะไรอยู่

 

แต่ดูเหมือนว่าได้เวลาที่จะต้องเปิดประตูนั้น

 

มันขยับตัวและเริ่มเดินไปยังที่ประตูนั้น ทั้งๆทีีเป็นระยะทางงสั้นๆ แต่ดูเหมือนเวลาจะผ่านไปนานเหล่อเกิน

 

มือใหญ่นั่นจับลูกบิดประตูเอาแล้วค่อยๆหมุนและดึงเพื่อเปิดประตูออก

 

และหลังจากนั้นมันก็ลืมตาตื่นขึ้นมา

 

 

7

"พี่เชพเพิร์ดมาเล่นกันเถอะ"

เมื่อลืมตาขึ้นมาก็เห็นเหล่าเด็กตัวน้อยรุมกันอยู่ที่เขา แต่ละคนต่างสช้มือเล็กเขย่าและส่งเสียงเรียก

เพียงช่วงขณะที่กระพริบตานั้นเหมือนกับว่าเขาได้หลุดไปยังที่ที่ไแสนไกล เขาไม่สามารถนึกออกได้เลยว่าเมื่อครู่นี้เขาเห็นอะไรและสัมผัสได้เพียงความรู้สึกหนักอึ้งอยู่ในอก

แต่พอจมอยู่กับความคิดนั้นได้ไม่นานก็เลิกคิดเำราะความวุ่นวายที่เข้ามารุมเร้า เด็กๆยังคงส่งเสียงอื้ออึง/มาหยุด ตัวเขาก็ไม่ได้พูดตอบอะไรเพียงแต่ยกจัวเด็กคนหนึ่งขึ้นมาให้หยุดร้องขอ แต่ก็กลับกลายเป็นว่าเด็กยิ่งหัวเราะชอบใจทำให้คนอื่นไม่ยอมและร้องขอเพราะอยากโดนอุ้มด้วย จนสุดท้ายแล้วเขาก็ต้องอุ้มทุกคน

 

แม้เด็กปต่ละคนจะตังไม่หนัก แต่พอมีจำนวนเยอะเข้าเขาก็ล้าเหมือนกัน เมื่อไล่ให้เด็กๆกลับไป/ด้หมดแล้วเขาจึงนั่งลงตรงนั้นมันเป็นสนามหญ้าเขียวชะอุ้ม จากนั้นจึงปล่อยสายตามอง/ปยังเหล่าผู้คนทร่กำลังใช้เวลาร่วมกันอย่างเพลิดเพลินใต้ร่มไม้

 

ตั้งแต่จำความได้เขาก็มาอยู่ที่นี่แล้ว คอยเว้ามองและช่วยเหลือเหล่าสุนัขตัวน้อยใหญ่ที่นี่ ไม่รู้ว่ามันเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่หรือจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้สึกพึงพอใจกับมัน ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่สมบูรณ์แบบ มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นบ่อยครั้งแต่เขาก็พูดได้ชัดเจนว่านี่แหละคือความสงบสุข แม้จะไม่ได้หรูหราหรืองดงามแต่แค่เท่าที่เป็นอยู่นี่ก็พอ

 

ใช่ เท่าที่เป็นอยู่นี้ก็พอ

 

 
 
 
 
 
EPILOGUE
 

ในขณะที่ร่างหนึ่งนอนหลับอยู่เคียงข้าง อีกร่างหนึ่งก็ยกมือใหญ่ขึ้นมาสัมผัส

มือที่หยาบกร้านของเขาค่อยๆสัมผัสที่แกัมสีเข้ม สามารถสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและลมหายใจจากนั้นจึงขยับไปสัมผัสเส้นผม

สองร่างนอนอยู่บนเตียง แม้ว่าห้องนี้แสงแดดยามเช้าจะไม่สามารถเข้ามาถึงได้อย่างเต็มที่แต่ก็ยังได้ยินเสียงบรรดานกส่งเสียงร้องเป็นสัญญานของยามเช้า

เมื่อปลายนิ้วของเขาเล่นเส้นผมของอีกฝ่ายจนพอใจแล้วก็ใช้มือข้างนั้นโอบอุ้มหลังศรีษาแล้วขยับร่างเข้าไปหอมฟอดใหญ่ที่หน้าผาก อีกฝ่ายที่โดนหอมส่งเสียงร้องเหมือนไม่พอใจที่มีคนมารบกวนเวลานอนก่อนที่จะขยับตัวไปอีกทาง เมื่อฝ่ายหอมเห็นเช่นนั้นก็เผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

 

ไม่รู้จะมีคนเชื่อเรื่องที่เขาบอกหรือไม่ แต่ถึงแม้เขาจะเสียบุคคลที่สำคัญในชีวิตไปแล้วแต่เขาก็ไม่เคยหาใครมาเป็นตัวแทนเลย จริงๆแล้วเขาไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะมีโอกาสได้มอบความรักให้ผู้อื่นเช่นนี้

 

เขาไม่เคยเล่าอดีตของตนอย่างถี่ถ้วนเพราะว่ามันไม่จำเป็น มันไม่มีความจำเป็นใดๆเลยที่อีกฝ่ายจะต้องรับรู้ถึงอกีตอันเจ็บปวดของเขา อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะมันเป็นเรื่องที่จบไปแล้วและเป็นปัญหาที่จะไม่ย้อนกลับมาอีก ถ้าให้พูดกันตามตรงแล้วเขาๆม่ได้รู้สึกอ้างว้างหรือเปลี่ยวเหงาแบบนั้น เพราะชีวิตของเขาถูกเติมเต็มไปด้วยหน้าที่และจุดมุ่งหมายแต่การได้พบกันครั้งนั้นเป็นการเติมเต็มที่ทำให้สมบูรณ์มากขึ้นไปอีก

 

อีกฝ่ายเป็นเหมือนเด็กขี้อ้อนที่เปลี่ยวเหงาและเขาก็ไม่ได้รังเกียจที่จะมอบความรักให้ แต่ความรักของเขาไม่ใช่การดูแลอย่างถะนุถนอม แต่เป็นการเว้ามองอยู่เคียงข้าง

 

เพราะซักวันนายก็ต่องมีชีวิตเป็นของตัวเอง

ต้องยืนหยัดด้วยขาของตัวเองให้ได้

ถึงแม้เขาไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้สุดท้ายแล้วจะเกิกขึ้นเมื่อไหร่แต่เขาก็ตั้งใจเอาไว้เช่นนั้น